โบกมือลาคอเลสเตอรอลกันดีกว่า

โบกมือลาคอเลสเตอรอลกันดีกว่า (Woman’s Story)

หากคุณมีน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้น มีเซลลูไลท์ตามหน้าท้อง แขน ขา และสะโพก นั่นแสดงว่า อัตราการเผาผลาญคอเรสเตอรอลในร่างกายของคุณเริ่มลดลงแล้ว…แต่วันนี้เรามีวิธีการเลือกกินที่ถูกต้องมาฝาก เพื่อจะช่วยให้การเผาผลาญคอเลสเตอรอลของคุณทำงานได้ดี มีอะไรบ้างไปดูกันค่ะ…

แอปเปิล

เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยประโยชน์ ในแอบเปิ้ลมีสารเพคติน ซึ่งเป็นไฟเบอร์ที่ละลายในน้ำได้ สามารถดึงและขับคอเลสเตอรอลให้ออกมาจากร่างกายได้ดี อีกทั้งยังช่วยบำรุงหัวใจ ลดความดัน และควบคุมปริมาณน้ำตาลในร่างกายได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

โยเกิร์ต

นอกจากจะช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดได้แล้ว ยังช่วยบำรุงผิวหน้า ผิวกายให้สวยเปล่งปลั่งอีกด้วย

ถั่วเหลือง

พืชตระกูลถั่ว จะมีโปรตีนสูง ทำให้รู้สึกอิ่มท้อง และทานได้น้อยลง

มะเขือชนิดต่าง ๆ

ทั้งมะเขือเทศ มะเขือเปราะ หรือจะเป็นมะเขือพวง ก็ล้วนแล้วแต่มีวิตามินซี สารเบต้าแคโรทีน และแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย

กระเทียมสด

มีสรรพคุณในการช่วยป้องกันโรคความดันโลหิต ลดระดับไขมัน และคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หอมหัวใหญ่

สามารถช่วยป้องกันคอเรสเตอรอลในเส้นเลือด ป้องกันโรคความดันโลหิตสูง และลดระดับไขมันได้ อีกทั้งสารสกัดจากหอมหัวใหญ่ ยังสามารถลดน้ำตาลในเลือดได้ดีอีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก https://health.kapook.com/view17699.html

ข้าวทิพย์ประทาน ต่างกับข้าวทั่วไปยังไง

ข้าวทิพย์ประทาน

คือ ข้าวนึ่ง (Parboiled rice)   มีการส่งออกไปในตลาดต่างประเทศ
ปีละหลายล้านตัน  ทำไมชาวต่างชาติ จึงนิยมทานข้าวนึ่ง  เพราะว่า

ข้าวนึ่ง ได้ผ่านกระบวนการผลิต  ที่ทำให้สารอาหาร และวิตามินต่างๆ
ที่อยู่รอบเมล็ดข้าว   ถูกผลักเข้าไปอยู่ในเมล็ด    ในขณะที่ยังเป็นข้าว
เปลือก ทำให้ข้าวนึ่งมีคุณประโยชน์และวิตามินสูงกว่าข้าวปกติทั่วไป
แม้จะซาวน้ำ      ก็ไม่ทำให้คุณประโยชน์ในเมล็ดข้าวจางหายไปเยอะ
เหมือนกับข้าวกล้อง

หลายคนสงสัยว่า ข้าวนึ่ง ทานได้ทุกคนมั้ย
ตอบ…ทานได้หมดทุกเพศ ทุกวัย เพราะคือข้าว แค่ผ่านกระบวนการ
นวัตกรรมที่ได้คิดค้น วิจัยกันมา ไม่ได้เคลือบหรือเติมแต่งสารที่เป็น
อันตรายอันใดเลย  แม้คนที่เป็น  เบาหวาน ความดัน เหน็บชา หัวใจ
ไขมัน สะเก็ดเงิน มะเร็ง ริดสีดวง ก็ทานได้หมด  เพราะทุกคนก็ทาน
ข้าวปกติอยู่แล้ว ลองเปลี่ยนมาทานข้าวนึ่ง ข้าวทิพย์ประทาน   เพื่อ
สุขภาพที่ดี ของทุกคนในครอบครัว

สนใจ ข้าวทิพย์ประทาน ทักได้ที่

http://www.itthipon2020.com
Inbox : http://bit.ly/2jVQSij
ทักไลน์ที่ : http://line.me/ti/p/rD6q5-CQ2D
โทร.064-796-1652

ทำไม…? เราถึงอ้วน

 

การที่คนเราอ้วนขึ้นนั้นมีสาเหตุมากมาย ตั้งแต่ความผิดปกติบางอย่างทางพันธุกรรม การออกกำลังกายไปจนถึงการกินอยู่ ซึ่งสิ่งที่เราสามารถควบคุมสาเหตุของความอ้วนได้ดีที่สุด นั่นคือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงต่อความอ้วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารที่มีพลังงานสูง และการไม่ออกกำลังกาย

                วันนี้เว็บไซต์ สสส. จึงนำข้อมูลมาแบ่งปันว่าจะทำอย่างไร เราถึงจะห่างไกล “ความอ้วน” มาฝากกันค่ะ

สมดุลพลังงาน

ความอ้วน เกิดจากความไม่สมดุลของพลังงานในร่างกายที่เกิดจากการกิน หากเรากินอาหาร ซึ่งคือทางเข้าของพลังงานสู่ร่างกายเราเท่าๆ กับการใช้พลังงานออกไปจากร่างกาย เช่น การออกกำลังกาย น้ำหนักและรูปร่าง เราจะคงที่ไม่อ้วนขึ้นไม่ผอมลง

แต่หากเรากินมาก ร่างกายก็จะได้รับพลังงานมามาก บวกกับออกกำลังกายน้อยหรือขยับน้อย จะทำให้มีพลังงานเหลือสะสมอยู่มาก ซึ่งพลังงานเหล่านั้นก็จะเปลี่ยนไปเป็นน้ำหนักที่มากขึ้นของเรานั่นเอง

ในทางกลับกัน หากกินให้น้อยรับพลังงานมาน้อยๆ และขยับให้มากขึ้น สมดุลของพลังงานจะเป็นลบ น้ำหนักของเราก็จะลดลงไปได้

ความสำคัญของสมดุลนี้คือพลังงาน ไม่ใช่เรื่องของปริมาณเท่านั้น เพราะอาหารบางอย่างถึงแม้จะมีปริมาณน้อย แต่ก็แอบมีพลังงานที่สูงได้ ซึ่งตรงนี้นี่เองที่จะทำให้คนที่บริโภคเข้าไปอ้วนง่ายขึ้น

 

ขนาดของปัญหาภาวะอ้วนและอ้วนลงพุง

– ปัญหาเรื่องความอ้วน ทั้งอ้วน และอ้วนลงพุง มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี ไม่เพียงแต่ในไทยเท่านั้น ปัจจุบันเป็นปัญหาระดับประเทศและระดับโลกที่ควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

– จากข้อมูลการสำรวจประชากรในประเทศไทยปี พ.ศ. 2552  พบว่า ภาคกลางมีสัดส่วนของคนที่อ้วนมากที่สุด โดยเฉพาะใน กทม. (44.6%)

– จากข้อมูลการสำรวจในภาคส่วนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบว่า ประชากรไทยมีภาวะอ้วนเป็นอันดับ 2 รองจากประเทศมาเลเซียเท่านั้น

พลังงานเท่าไร…? ไม่อ้วนลงพุง

อาหารมีความจำเป็นต่อร่างกายและมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของมนุษย์ หากขาดสารอาหารจะส่งผลให้ร่างกายไม่มีเรี่ยวแรง ไม่มีพลังงานหรือสารอาหารไปเลี้ยงส่วนต่างๆ และอาจจะทำให้เสียชีวิตได้ในที่สุด แต่ในทางตรงกันข้ามหากเรารับประทานอาการมากเกินไปก็จะส่งผลเสียต่อสุขภาพได้เช่นกัน ดังนั้นเราจึงควรเลือกทานอาหารที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย

ปริมาณของอาหารที่คนไทยควรรับประทานใน 1 วัน

– เด็กอายุ 6-13 ปี / ผู้หญิงวัยทำงานอายุ 25-60 ปี / ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ควรได้รับพลังงาน 1,600 กิโลแคลอรี่ ต่อวัน

– วัยรุ่นอายุ 14-25 ปี / ผู้ชายวัยทำงานอายุ 25-60 ปี ควรได้รับพลังงาน 2,000 กิโลแคลอรี่ ต่อวัน

– เกษตรกร / นักกีฬา / ผู้ใช้แรงงาน ควรได้รับพลังงาน 2,400 กิโลแคลอรี่ ต่อวัน

แม้ว่าโรคอ้วนจะเป็นโรคที่อันตรายและเป็นสาเหตุของการเกิดโรคต่าง ๆ ตามมาอีกมากมาย แต่เราสามารถป้องกัน และลดความเสี่ยงของการเกิดได้ เพียงแค่รับประทานอาหารที่ถูกต้อง มีคุณประโยชน์ ให้ตรงกับความต้องการของร่างกายใน 1 วัน กินให้ครบ 5 หมู่ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ง่ายๆ เพียงแค่นี้คุณก็จะมีร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ ไม่ถูกความอ้วนคุกคามอีกต่อไป

เรื่องโดย : พัชรี บอนคำ team content www.thaihealth.or.th

ที่มา : คู่มือส่งเสริมการพัฒนาทักษะชีวิต สำหรับเด็กและเยาวชน เรื่อง Food & Fit สร้างชีวิตให้ Strong

การป้องกันโรคความดันโลหิตสูง

การป้องกันโรคความดันโลหิตสูง
——————————
รู้ค่า ความดันฯ ทันรักษา
รู้ค่า ชีวิต คิดแก้ไข
รู้ค่า เปลี่ยนทิศ วิถีใหม่
รู้ค่า จักห่างไกล โรค NCDs

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก >>>http://thaincd.com/

กินอย่างไร คุมเบาหวานให้อยู่หมัด

อาหาร มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาโรคเบาหวาน ซึ่งคนเป็นเบาหวานมักจะละเลยในเรื่องของอาหารการกิน โดยอาจคิดว่าเมื่อได้กินยาแล้ว คงหายเหมือนกับโรคทั่วไป ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด

เนื่องจากโรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่หายขาด ซึ่งการใช้ยารักษาเพียงอย่างเดียว จะไม่สามารถควบคุมเบาหวานได้ ดังนั้น การควบคุมอาหารและรู้จักเลือกกินอาหารที่เหมาะสม ในปริมาณที่ถูกสัดส่วนกับความต้องการของร่างกาย ก็ถือเป็นวิธีหนึ่งในการรักษาและป้องกันโรคเบาหวานได้

นพ.ประสิทธิ์ ลีวัฒนภัทร ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล ได้เล่าถึงอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ภายในงาน “เปลี่ยนเบาหวาน ให้เป็นเบาหวิว” ในโครงการ SOOK Activity โดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ไว้ว่า หัวใจสำคัญของการควบคุมเบาหวาน คือ การกินอาหารให้พอดีกับความต้องการของร่างกาย โดยไม่มากหรือน้อยจนเกินไป เพราะการกินที่มากเกินจะทำให้น้ำตาลขึ้นสูงหรือขึ้นเร็ว ในขณะเดียวกันหากกินน้อยไป อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำจนเป็นอันตรายได้

คุณหมอประสิทธิ์ บอกอีกว่า ความจริงแล้วหลักการกินอาหารสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน ไม่ได้แตกต่างจากหลักการกิน เพื่อให้มีสุขภาพดีของคนทั่วไป เป็นการกินอาหารให้ครบหมู่ ถูกสัดส่วน ในปริมาณพอเหมาะ และมีความหลากหลาย

โดยอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวานแบ่งง่ายๆ เป็น 3 ประเภท ได้แก่

1.อาหารที่ “ไม่ควร” รับประทาน

น้ำตาลทุกชนิด เช่น น้ำตาลอ้อย น้ำตาลปี๊บ น้ำตาลก้อน น้ำผึ้ง เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นส่วนผสม เช่น น้ำเก๊กฮวย น้ำลำไย ชาเขียว น้ำอัดลม ชา กาแฟปรุงสำเร็จ และขนมหวานต่างๆ เค้ก คุกกี้ โดนัท

ผลิตภัณฑ์นม ได้แก่ นมข้นหวาน นมปรุงแต่งรสหวาน โยเกิร์ตปรุงแต่งรสชาติ นมเปรี้ยว

ผลไม้กวน ผลไม้แช่อิ่ม ผลไม้เชื่อม ผลไม้ตากแห้ง เช่น กล้วยตาก ลูกเกด ลูกพลับ ลูกพรุน อินทผลัมตากแห้ง รวมถึงผลไม้ในน้ำเชื่อมบรรจุกระป๋อง

อาหารที่ปรุงด้วยไขมันอิ่มตัว เช่น ไขมันสัตว์ ไส้กรอก หมูสามชั้น น้ำมันมะพร้าว แกงกะทิ ไขมันนม เนย ครีม

เนื่องจากอาหารเหล่านี้ มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบหลัก ซึ่งไม่เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวาน เพราะจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นรวดเร็ว ซึ่งเป็นอันตรายจึงควรหลีกเลี่ยง

2.อาหารที่รับประทานได้ “ไม่จำกัดปริมาณ”
ผักก้าน ผักใบ ผักใบเขียวทุกชนิด ควรรับประทานทุกวัน และทุกมื้อให้หลากหลายชนิดในหนึ่งวัน อาหารเหล่านี้เป็นอาหารที่แคลอรี่ต่ำ และมีใยอาหารสูง ทำให้การดูดซึมน้ำตาลช้าลง อีกทั้งใยอาหารยังช่วยดูดซับน้ำตาล ไม่ให้เข้าสู่กระแสเลือดเร็วเกินไป ทำให้ร่างกายสามารถดึงน้ำตาลไปใช้ได้พอดี ได้แก่ ผักกาด คะน้า กวางตุ้ง ผักบุ้ง ตำลึง บวบ มะเขือ ฟัก แตงกวา น้ำเต้า ถั่วฝักยาว ถั่วงอก เป็นต้น จะรับประทานในรูปของผักสด หรือผักต้มก็ได้ แต่ไม่แนะนำในรูปของน้ำผักปั่น โดยเฉพาะน้ำผักปั่นแยกกาก ทำให้เราได้รับใยอาหารไม่ได้มากเท่าที่ควร
ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกยังได้กำหนดให้บริโภคผักและผลไม้อย่างน้อย 400 กรัมต่อวัน หรือเทียบเท่ากับปริมาณ 4-6 ทัพพี แต่หากเป็นผักต้มสุกจะต้องเพิ่มเป็น 2 เท่า   ขณะที่  สสส.ได้เผยผลวิจัยพบว่า การกินผักและผลไม้อย่างน้อยวันละ 400 กรัม สามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจได้ร้อยละ 33 และโรคมะเร็งได้ร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับคนที่กินผักและผลไม้ต่ำกว่าเกณฑ์

 

 

 

 

 

 

3.อาหารที่รับประทานได้ แต่ต้อง “จำกัดปริมาณ”

อาหารประเภทข้าว แป้ง เช่น ข้าว ก๋วยเตี๋ยว ขนมปัง เผือก มัน ฯลฯ อาหารเหล่านี้มีคาร์โบไฮเดรตน้อยกว่าน้ำตาล และมีโปรตีน วิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหารที่จำเป็นแก่ร่างกาย โดยอาหารจำพวกแป้งจะถูกย่อยเปลี่ยนให้เป็นน้ำตาล และเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของร่างกาย ผู้เป็นโรคเบาหวานจึงไม่ควรงดหรือจำกัดจนเกินไป ควรได้รับให้เหมาะสมกับแรงงานและกิจกรรมที่ทำ การจำกัดข้าวหรือแป้งมากเกินไปกลับเป็นผลเสีย เพราะระดับน้ำตาลในเลือดอาจต่ำ เกิดอาการหิว ส่งผลให้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้

ผลไม้ ผลไม้แต่ละชนิดจะมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตแตกต่างกัน ซึ่งคาร์โบไฮเดรตในผลไม้อยู่ในรูปแบบของน้ำตาล โดยผลไม้บางชนิดมีน้ำตาลมาก เช่น ทุเรียนมีน้ำตาลประมาณ 30 – 35% ส้มมีน้ำตาลประมาณ 10% และมะขามหวาน มีน้ำตาลมากถึง 75 – 80% ซึ่งผลไม้ยิ่งหวานมาก ก็จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากขึ้นด้วย จึงควรหลีกเลี่ยงผลไม้หวานจัด เช่น ลำไย ทุเรียน มะม่วงสุก องุ่น เป็นต้น

ถึงแม้ว่าผลไม้จะมีน้ำตาล แต่ก็ยังมีวิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหาร ดังนั้นผู้ที่เป็นโรคเบาหวานจึงไม่ควรงด แต่ควรกินตามปริมาณที่กำหนด โดยแนะนำว่าสามารถกินได้วันละ 2-3 มื้อ ในปริมาณ 7-8 ชิ้น คำ/มื้อ

การจะควบคุมโรคเบาหวานให้อยู่หมัด จำเป็นต้องลดทั้งหวาน มัน เค็ม และเพิ่มผัก รวมถึงออกกำลังกายสม่ำเสมอ ดูแลทั้งหมดนี้ไปพร้อมๆ กัน ซึ่งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เป็นสิ่งสำคัญที่จะดูแลสุขภาพของเราได้อย่างยั่งยืน

เรื่องโดย : เสาวลักษณ์ พิสิษฐ์ไพบูลย์ Team Content www.thaihealth.or.th

ทำไม ต่างชาตินิยมทานข้าวนึ่ง

คุณประโยชน์

ของการรับประทานข้าวนึ่งปลอดภัย ชนิดพิเศษ

ตราทิพย์ประทาน

สารอาหาร 

1. น้ำมันรำข้าว 

  • สาร แกมมา โอไรซานอล

       (Gamma Oryzanol)

คุณประโยชน์

  • ลดใขมันคอเลสเตอรอล (LDC-C)

  • ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ

  • ยับยั้งการเติบโตของเซลล์เนื้องอกและมะเร็ง

สารอาหาร 

  •  วิตามิน เอ (Vitamin A)

คุณประโยชน์

  • สร้างภูมิต้านทานเชื้อโรค

  • ช่วยการมองเห็น

  • สุขภาพผิวดี

สารอาหาร 

  • วิตามิน บี (Vitamin B)

คุณประโยชน์

  • ช่วยเผาผลาญพลังงานได้สมบูรณ์​

  • ลดอาการปวดหัว/ไมเกรน (Migraines)

  • หลับลึก

  • ลดอาการเครียด

  • ความจำดี

สารอาหาร 

  • วิตามิน อี (Vitamin E)

คุณประโยชน์​​

  • ช่วยให้ดูอ่อนกว่าวัย

  • ป้องกันและสลายลิ่มเลือด

  • ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

สารอาหาร 

  • โอเมก้า 6 (Omega 6)

คุณประโยชน์​​

  • ควบคุมระดับฮอร์โมนในร่างกายให้ปกติ

  • ชะลอความเสื่อมของเซลล์

  • ลดอาการแทรกซ้อนต่างๆของผู้ป่วยเบาหวาน

สารอาหาร 

2. ดัชนีน้ำตาลในข้าวต่ำ (Low GI) 

คุณประโยชน์​​

ช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือดให้สมดุลย์

สนใจติดต่อ
www.itthipon2020.com
Inbox : http://bit.ly/2jVQSij
ทักไลน์ที่ : 
http://line.me/ti/p/rD6q5-CQ2D
โทร.064-796-1652

กินผักผลไม้ครบ 5 สี มีประโยชน์มากกว่าที่คิด

ผักผลไม้ครบ 5 สี แต่ละสีมีคุณประโยชน์
แตกต่างกันออกไป ไปดูกันว่า แต่ละสีมี
ประโยชน์และมีผัก ผลไม้ชนิดใดบ้าง

1.กินผักผลไม้สีเขียว

พวกนี้เราพบเห็นได้โดยทั่วไป ก็เช่น ผักโขม
ผักปวยเล้ง  ผักกาดหอม      ผักบุ้ง    ผักคะน้า
แตงกวา  กะหล่ำปลี ใบชะพลู    ใบทองหลาง
ฯลฯ ประโยชน์  ให้สารคลอโรฟิลล์  ช่วยต้าน
อนุมูลอิสระ  ป้องกันเซลล์ถูกทำลาย

2.ผลไม้สีเหลือง-ส้ม

มะละกอ แครอท  ฟักทอง มันเทศ  ส้มชนิดต่างๆ
สับปะรด  ผลไม้เหล่านี้มีประโยชน์    คือ   ให้สาร
เบต้าแคโรทีน  ฟลาโวนอยด์  และลูทีน  ช่วยบำ
รุงสายตา รักษาสุขภาพของหัวใจ    หลอดเลือด
ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

3.ผักผลไม้สีน้ำเงิน-ม่วง

มะเขือม่วง   ลูกหว้า    กะหล่ำปลีสีม่วง
ชมพู่มะเหมี่ยว ดอกอัญชัญ หอมแดง ฯลฯ ให้สาร
แอนโทไซยานิน     ซึ่งมีส่วนช่วยชะลอการเสื่อม
ของเซลล์    ลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ
และเส้นเลือดอุดตันในสมอง    ยับยั้งเชื้ออีโคไล
ในทางเดินอาหาร (ซึ่งทำให้เกิดอาการอาหารเป็น
พิษได้)

4.ผักผลไม้สีขาว-น้ำตาล

ถั่วเหลือง ลูกเดือย  ขิง  ข่า  กระเทียม   หัวไชเท้า
งาขาว ช่วยสร้างเซลล์ให้แข็งแรง  ยับยั้งการเกิด

เนื้องอก  ช่วยลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งเต้านม
มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งต่อมลูกหมาก  ต้านการอัก
เสบ ลดระดับน้ำตาลในเลือด  ลดความดันโลหิต
ป้องกันเส้นเลือดอุดตัน  ลดปริมาณไขมันในเลือด
รักษาระบบภูมิคุ้มกัน  เรียกได้ว่า  สารพัดสรรพคุณ
กันเลยทีเดียว

5.ผักผลไม้สีแดง

ผักผลไม้สีแดง เช่น แครอท หอมแดง พริกหวาน
พริกชี้ฟ้า  มะเขือเทศ  แตงโม  ทับทิม  ส้มโอ แก้ว
มังกร  มะละกอสุก    แอปเปิ้ลบีทรูท    สตรอเบอร์รี่
ราสเบอร์รี่ เหล่านี้มีสารไลโคพีน  อยู่ในปริมาณสูง
เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ  โดยมีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูล
อิสระที่สูงมาก มีความสามารถในการต่อต้านอนุมูล
อิสระมากกว่าวิตามินอี 100 เท่า และมากกว่ากลูต้า
ไธโอนถึง 125 เท่า

นอกจากนี้ สารไลโคพีนช่วยป้องกันการเกิดมะเร็ง
ต่อมลูกหมาก มะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งปอด
และยังช่วยยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านม
มะเร็งลำไส้ใหญ่   มะเร็งเยื่อบุมดลูก และมะเร็งต่อม

ลูกหมาก  สารไลโคพีนยังช่วยให้ภาวะผิดปกติของ
ร่างกาย ดีขึ้น เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน กระดูกพรุน
และภาวะมีบุตรยากในชายอีกด้วย

ที่มา : หนังสือแนวทางการดูแลสุขภาพตามหลัก 3 อ. อาหาร ออกกำลังกาย อารมณ์

สุดเจ๋ง เผย 49 ข้อดีจาก “เบคกิ้งโซดา” สรรพคุณมหาศาล ประโยชน์รอบด้าน ได้ผลดีจนต้องยกนิ้ว

เบกกิ้งโซดา” มีชื่อทางเคมีคือ “โซเดียมไบคาร์บอเนต” สารนี้จะสลายตัวได้เมื่อได้รับความร้อน มีค่าเป็นด่าง และมีข้อเสียคือจะมีสารตกค้าง ถ้าใช้มากเกินไปจะทำให้เกิดรสเฝื่อนได้ แต่สามารถแก้ไขได้โดยเติมกรดลงไปในสูตรขนมอาหารลงไปเพื่อทำให้สารตกค้างหมดไปได้ ตัวอย่างเช่น การเติมนมเปรี้ยว หรือโยเกิร์ต เป็นต้น

เบกกิ้งโซดารูปแบบนี้เราจะนิยมนำมาใช้กับขนมที่มีโกโก้หรือกาแฟเป็นส่วนผสม เพราะทั้งโกโก้และกาแฟต่างก็มีค่าเป็นด่าง และเบกกิ้งโซดาก็มีค่าเป็นด่าง จึงทำให้เข้ากันได้ดี ซึ่งวันนี้เราจะนำประโยชน์ดีๆ ของเบคกิ้งโซดามาฝาก จะมีอะไรบ้างนั้นเราไปดูกันเลย!

1. แก้เจ็บคอ

ผสมเบคกิ้งโซดาครึ่งช้อนชาลงในน้ำเปล่า ใช้กลั้วคอทุกๆ 4 ชั่วโมง จะช่วยลดอาการเจ็บคออันเกิดจากกรด รวมทั้งยังช่วยรักษาแผลในช่องปากได้อีกด้วย

2. ดับกลิ่นปาก

สูตร 1 ผสมเบคกิ้งโซดา 1/2 ช้อนโต๊ะ ในน้ำ 1 แก้ว ดับกลิ่นหอมกลิ่นกระเทียมได้ ถ้าใช้เบคกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะผสมน้ำ 1 แก้ว และผสมเกลือ 1 ช้อนโต๊ะใช้เป็นน้ำยาบ้วนปากได้

3. ขจัดกลิ่นเหม็นอับอกจากผ้านวม

ผ้าห่มหลังจากที่คุณเก็บไว้นานๆ โรยเบคกิ้งโซดาลงบนผ้านั้น ม้วนเก็บไว้สัก 2 ชั่วโมง จากนั้นสะบัดออกและตบให้ฟูหรือใช้ไดร์เป่าลมให้ฟูโดยไม่ใช้ความร้อนเป่า

4. สครับขัดหน้า

เอาเบคกิ้งโซดา 3 ส่วน น้ำเปล่า 1 ส่วน ผสมกันให้ได้เปียกๆ แล้วขัดหน้าเบาๆหน้าจะสะอาดดี

5. สครับขัดผิว

เบคกิ้งโซดาครึ่งถ้วย เกลือครึ่งถ้วย มะนาว 1 ลูก น้ำมันทาผิว 2 ช้อนโต๊ะ เอาผสมกันก่อนจะใช้แล้วก็เอามาขัดผิวระหว่างอาบน้ำ

6. สปาเท้า

เบคกิ้งโซดา 1/2 ถ้วย เกลือทะเล 2 ช้อนโต๊ะ น้ำมันหอมระเหยกลิ่นมินต์ และน้ำอุ่นใส่ในกะละมังแช่เท้า แช่แล้วสบายเท้าดี จะช่วยฆ่าเชื้อโรค ดับกลิ่นเท้า รวมทั้งความร้อนจะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อเท้าได้อีกด้วย

7. บรรเทาอาการผิวไหม้แดด

ผสมเบคกิ้งโซดาลงในน้ำอุ่นสำหรับอาบ จะช่วยบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อนที่เกิดจากผิวไหม้แดดได้

8. แช่น้ำอุ่น

หากคุณอยากผ่อนคลาย เบกกิ้งโซดาก็สามารถช่วยได้เช่นกัน โดยคุณเพียงแค่ใส่เบกกิ้งโซดาลงไปในน้ำอุ่นที่คุณจะแช่ตัว เท่านี้ก็จะเหมือนพักผ่อนอยู่ในสปาเลยทีเดียว

9. ทำความสะอาดเส้นผม

ผสมเบกกิ้งโซดาหนึ่งช้อนชาเข้ากับแชมพูสระผมตามปกติของคุณ เพื่อช่วยขจัดสารตกค้างจากผลิตภัณฑ์แต่งผม (วิธีนี้จะดีเป็นพิเศษกับผมเส้นเล็ก)

close-up portrait of young pretty woman taking shower

 

 

 

 

 

 

10. ฮ่องกงฟุต

อาการคันตามง่ามเท้าเพราะติดเชื้อราหรือที่เราเรียกว ่า ฮ่องกงฟุต อาจเกิดขึ้นได้กับทุกคน ยารักษาเชื้อราในบ้านบางทีคุณอาจมียารักษาเชื้อราอยู ่แล้วคือ เบคกิ้งโซดา สามารถลดอาการคันและแสบร้อนตามง่ามนิ้วเท้า ใช้เบคกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะผสมน้ำพอให้เหนียวๆ แล้วนำมาทาที่เท้า จากนั้นล้างเท้าและเช็ดให้แห้ง ปิดท้ายด้วยการทาแป้งข้าวโพดบริเวณที่คัน ยาตำรับต่อไปนี้แม้ว่าจะฟังดูแปลกสักหน่อย แต่ล้วนได้รับคำรับรองจากผู้ที่ทดลองใช้มาแล้วว่าได้ ผลชะงัด ได้แก่ แอลกอฮอล์เช็ดแผล น้ำส้มไซเดอร์หรือน้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิล ผงกระเทียม สเปรย์ใส่ผม และน้ำผึ้ง ให้คุณเลือกใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง ทาวันละ 3-4 ครั้ง

11. บรรเทาอาการลมพิษ

ใช้ผงเบคกิ้งโซดาผสมกับน้ำ 2-3 หยดพอให้เป็นแป้งเปียก ทาบริเวณผื่นเพื่อลดการระคายเคืองและแก้คัน

12. ยาลดกรด

ใครที่เกิดอาการแน่นท้องไม่ต้องไปซื้อยาแพงๆ ให้เปลือง เพราะคุณสามารถจัดการเองได้ง่ายๆ ด้วยเบกกิ้งโซดาผสมน้ำเปล่าธรรมดาๆ อย่างละครึ่งถ้วยนี่แหละ

13. น้ำยาล้างสารพิษจากผักและผลไม้

นำเบคกิ้งโซดา 1/2 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำ 10 ลิตร แช่ผักผลไม้ 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า 2 ครั้ง สามารถลดสารพิษได้ 90%

14. น้ำยาล้างคราบในกาน้ำชาที่เป็นโลหะ

ใส่น้ำลงในกาน้ำชาแล้วเติมเบคกิ้งโซดาลงไป 2 ช้อนโต๊ะ บีบน้ำมะนาวลงไปครึ่งลูก ต้มราวๆ 15 นาที ขัดและล้างจะสะอาดง่าย

15. ครีมลบรอยขูดขีดเครื่องครัว

ละลายเบคกิ้งโซดา 4 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำ 1 ลิตร ทำความสะอาดเครื่องครััวที่ทำด้วยฟอร์ไมก้า สเตนเลส พลาสติก โครเมี่ยม (ยกเว้นอะลูมิเนียม) ริ้วรอยจะเลือนหายไป

16. น้ำยาทำความสะอาดเตาไมโครเวฟ

นำเบคกิ้งโซดา 4 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำอุ่น 1 ลิตร นำผ้ามาชุบแล้วเช็ดทำความสะอาดภายใน คราบสกปรกจะเช็ดออกง่าย

17. หมักหมูนุ่ม

ใส่นิดเดียว หมักหมูก็จะนุ่ม ถ้าใส่มากเกินจะมีกลิ่นสารเคมี

18. ดับไฟในกะทะ

ในกรณีที่มีน้ำมันกระเด็นติดไฟนิดๆขณะทำอาหาร หรือว่าไฟติดในกะทะ อย่าเทน้ำลงไป เพราะว่าการเทน้ำลงไปบนน้ำมันที่ร้อนๆอยู่จะทำให้ไฟลุกมากขึ้นเนื่องจากน้ำมันกระจาย ให้ใช้เบคกิ้งโซดา แห้งๆนั่นแหละ เทลงไปตรงๆเบกกิ้งโซดาพอโดนความร้อนมันจะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาช่วยทำให้ไฟลดน้อยลงได้

19. ทำเค้กให้ฟูนุ่มน่ากิน

ต้องมีเบคกิ้งโซดาเป็นส่วนผสม

20. ถ้าอยากได้ไข่เจียวฟูหอมอร่อยน่ากิน

ใส่เบกกิ้งโซดาลงไปครึ่งช้อนชาต่อไข่ 3 ฟอง ก็จะทำให้ไข่เจียวดูฟูน่ากินทันตาเห็น

21. เวลาที่ถูกแมลงต่อย

คุณก็สามารถใช้เบกกิ้งโซดาผสมน้ำทาบรรเทาอาการเจ็บป่วยได้เช่นกัน

22. ดับกลิ่นอับในตู้เย็น

เบคกิ้งโซดาจะดูดกลิ่นอับในตู้เย็น หากคุณนำไปใช้ดูดกลิ่นในตู้เย็น ให้เปิดฝากล่องด้านบนออกให้หมด หรือเทใส่ถ้วย ทิ้งไว้ด้านในสุดของตู้แล้วคอยเปลี่ยนทุก 3 เดือน

23. ขจัดคราบไขมันที่ติดรอบท่ออ่างล้างจาน

ถ้าปล่อยไว้นานๆ จะเป็นเหตุให้ท่ออุดตันได้ มีวิธีทำคือ นำเกลือแกงใส่ลงไปในท่อ 2-3 ช้อน จากนั้นนำเบคกิ้งโซดา ไปต้มกับน้ำให้ เดือดแล้วเทลงไปไขมันที่อุดตัน ก็จะหลุดออกไปหมด

24. ปัญหาเรื่องท่ออุดตันด้วยคราบไขมันในอ่างล้าง

ให้โรยเกลือรอบๆ ขอบท่อ จากนั้นนำน้ำยาเบคกิ้งโซดา 10 ช้อนโต๊ะผสมน้ำร้อนๆ 1 ขวดลิตร ค่อยๆ เทลงไป เกลือและน้ำยาจะช่วยให้คราบไขมันหลุดออกง่ายขึ้น และทำซ้ำอีก 2-3 รอบ ตามด้วยน้ำเปล่าปิดท้าย หากคราบยังไม่ยอมออกก็คงต้องพึ่งช่างแล้ว

25. ทำความสะอาดเขียง

ผสมเบคกิ้งโซดากับน้ำทำความสะอาดเขียง จะช่วยทำให้เขียงหมดกลิ่นคาว หากครัวของคุณเต็มไปด้วยคราบมัน?การใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นผสมเบกกิ้งโซดาและน้ำส้มสายชูอย่างละ 1 ถ้วยเช็ดสามารถช่วยขจัดคราบเหล่านั้นให้คุณได้

26. ขจัดกลิ่นเหม็นสาปที่ติดอยู่ภายในกระติกน้ำแข็ง

นำเบกกิ้งโซดามาผสมกับน้ำร้อน แล้วนำมาล้างถูภายในกระติกน้ำให้ทั่ว เสร็จแล้วล้างออกด้วยน้ำอีกครั้งกลิ่นเหม็นสาปก็จะหายไป

27.น้ำยาทำความสะอาดเครื่องสุขภัณฑ์

เทเบคกิ้งโซดา 1/2 กล่องลงในถังนำหลังชักโครก ทิ้งไว้ 1 คืนแล้วค่อยกดชักโครก

28. น้ำยาดับกลิ่นพรม

ผสมเบคกิ้งโซดา 1/2 ถ้วยกับแป้งข้าวโพด 1/2 ถ้วย หยดน้ำมันหอมระเหยกลิ่นโปรดลงไป 15 หยด ใส่ขวดสเปรย์ฉีดบนพื้นพรมก่อนนอนทิ้งไว้จนเช้า กลิ่นพรมจะสะอาดสดชื่น

29. น้ำยาซักผ้าขาวสะอาด

– สูตร 1 ใส่ผงเบคกิ้งโซดา 1/2 ถ้วนในเครื่องซักผ้าพร้อมกับน้ำยาซักผ้า จะทำให้ผ้าขาวและสีจะสดขึ้น
– สูตร 2 ใช้ตอนซักผ้า ใส่เบคกิ้งโซดา 1/2 ถ้วยลงในน้ำสุดท้ายที่กำลังจะล้างฟองออกจะทำให้ผ้ากลิ่นสะอาดขึ้น

30. ดับกลิ่นอับของเสื้อผ้าที่เราสวมใส่

เมื่อจะใช้ให้ผสมเบกกิ้งโซดาครึ่งถ้วย (1 ถ้วย = 16 ช้อนโต๊ะ) กับผงซักฟอกชนิดน้ำปริมาณที่คุณใช้ แทนที่คุณจะใช้สารฟอกขาวชนิดคลอไรด์ถึงถ้วยหนึ่งเต็ม ๆ คุณสามารถใช้เพียงครึ่งหนึ่งเข้าไปแทนที่ได้ แต่ก็อย่าลืมว่าถึงเบกกิ้งโซดาจะใช้ซักเสื้อผ้าได้ แต่มันก็ไม่ได้มีประสิทธิภาพในการซักเท่ากับผงซักฟอก เบคกิ้งโซดาจึงเป็นเพียงส่วนเสริมให้ผ้าสะอาดมากขึ้น เท่านั้น

31. ใช้ล้างแปรงและหวี

เอาเบคกิ้งโซดา 1 ช้อนชา ผสมน้ำอุ่นในชามอ่างเล็กๆ แช่หวีกับแปรงไว้ มันจะทำให้พวกคราบต่างๆหลุดออกได้ง่าย

32. ทำความสะอาดที่ดัดฟัน (retainers)

เบคกิ้งโซดา 2 ช้อนชาผสมกับน้ำอุ่น 1 ถ้วย แช่ทิ้งไว้สักพักแล้วเอาแปรงขัดๆปัดๆคราบออก

33. ดับกลิ่นแมว

ให้เอาเบคกิ้งโซดาเทลงไปใน litter box ของแมว ก่อนที่จะใส่ litter หลังจากนั้น ทุกครั้งที่คุณทำความสะอาด litter box พอตักอึแมวไปแล้วก็เอาเบกกิ้งโซดาโรยนิดๆด้านบนเพื่อ เป็นการกลบกลิ่น

34. พื้นผิวสิ้นคราบสกปรก

สำหรับพื้นผิวแข็งๆ เช่น พื้นครัว พื้นห้องน้ำ อ่างล้างหน้า อ่างอาบน้ำ ให้ละลายเบคกิ้งโซดา 4 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำอุ่น 4 ถ้วย เช็ดทำความสะอาด แล้วค่อยล้างออก ในกรณีที่มีคราบสกปรกทำความสะอาดยาก ให้ผสมเบกกิ้งโวดากับน้ำอุ่นในปริมาณที่เท่ากันข้นจน เป็นแป้ง จากนั้นให้พอกทิ้งไว้บริเวณที่มีคราบสกปรก อย่างเช่น บนเคาน์เตอร์ หรือจานกระเบื้องสัก 1 ชั่วโมงแล้วค่อยเช็ดออก

35. เช็ดเตารีด

ใช้ผ้าชุบน้ำผสมเบคกิ้งโซดาบิดพอหมาด นำไปเช็ดใต้เตารีด หรือเครื่องครัว ที่ทำด้วยฟอร์เมก้า สแตนเลส โครเมี่ยม จะทำความสะอาดได้หมดจดไม่เกิดรอยขูดขีด

36. ดับกลิ่นพรม

โรยเบคกิ้งโซดาให้ทั่ว ปล่อยทิ้งไว้ 15 นาที แล้วดูดออก

37. สำหรับพรมที่เปื้อนคราบน้ำมัน

ให้เทน้ำผสมเบคกิ้งโซดาลงตรงบริเวณที่เปื้อนคราบน้ำมัน ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 12 ชั่วโมง คราบก็จะจางลง จากนั้นให้ใช้น้ำผสมเบกกิ้งโซดาเช็ดทำความสะอาดซ้ำอีกครั้ง

38. กลิ่นรองเท้า

ปัญหาใหญ่ของใครหลายคนเพราะรองเท้าถูกใช้งานทั้งวัน เก็บหมักหมมเหงื่อไคลความอับชื้นง่ายมาก วิธีก็คือ โรยเบคกิ้งโซดาในรองเท้า แล้วนำรองเท้าคู่นั้นใส่ถุงพลาสติกรัดให้แน่น นำไปแช่ช่องแช่แข็งของตู้เย็นไว้ 1 หรือ 2 คืน นำรองเท้าออกมาทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้อง แล้วเอาไปสลัดผงเบคกิ้งโซดาออกให้หมดแล้วสวมได้เลย แต่หากเรายังไม่สวมทันทีให้ปล่อยผงเบคกิ้งโซดาไว้อย่างนั้นก่อนจนกว่าจะนำมาสวม หรือใช้กระดาษหนังสือพิมพ์อัดเป็นก้อนมาใส่ด้านในรอง เท้า หมึกของกระดาษหนังสือพิมพ์จะช่วยดูดกลิ่น และยังทำให้รองเท้าอยู่ทรงด้วย ทุกครั้งที่กลับบ้านให้ใส่กระดาษหนังสือพิมพ์ทุกครั้ง และเปลี่ยนแผ่นใหม่ทุกอาทิตย์

39. ทำความสะอาดเครื่องปิ้งขนมปัง

เอาผงเบกกิ้งโซดาโรยลงบนผ้าเปียกแล้วเอาไปเช็ดตามตะแกรง?จะช่วยให้เครื่องปิ้งขนมปังของคุณกลับมาสะอาดเหมือนใหม่ได้

40. กำจัดรอยไหม้ตามหม้อหรือกระทะ

เอาเครื่องครัวเหล่านี้ไปแช่ในน้ำอุ่นที่ผสมเบกกิ้งโซดาพอประมาณสัก 15 นาทีก่อนจะล้างออก ก็จะช่วยให้รอยไหม้เลือนหายไปได้

41. ทำความสะอาดครื่องชงกาแฟ

ด้วยการโรยเบกกิ้งโซดาลงไปพอประมาณ แล้วกดให้เครื่องทำงานตามปกติ ก็จะช่วยขจัดสิ่งสกปรกที่เกาะติดให้น้อยลงได้

42.ล้างหน้าต่างบานเกล็ด

น้ำอุ่นที่ผสมเบ๊กกิ้งโซดา 3/4 ถ้วยตวงราดน้ำให้เปียกทิ้งไว้สักครึ่งชั่วโมง ก่อนใช้แปลงขัดออก

43. รอยด่างเป็นวงหรือรอยจุดบนเฟอร์นิเจอร์ไม้

หากเกิดความร้อนบางครั้งก็อาจขัดออกได้ด้วยการผสมยาสีฟัน และเบ๊กกิ้งโซดาในสัดส่วนเท่าๆ กันใช้ผ้านุ่มเช็ดออกเบาๆ ใช้ผลิตภัณฑ์ขัดเงาด้วยก็ได้หากจำเป็นขจัดคราบหยดน้ำบนพื้นไม้โดยการใช้เบ๊กกิ้งโซดากับกับผ้าขี้ริ้วหมาดๆ เช็ดออกจำไว้ว่าเครื่องเรือนที่ทำจากไม้ไม่ควรทำให้เปียก

44. สีเทียนบนผนัง

ใช้ฟองน้ำเปียกๆ เช็ดเบ๊กกิ้งโซดาเพื่อเช้ดคราบสีเทียนที่ติดบนผนังล้างๆ เช็ดถูเบาๆ วิธีนี้จะช่วยทำความสะอาดคราบสกปรกส่วนใหญ่อื่นๆ รวมทั้ง คราบน้ำมัน ดินสอ และปากกา มาร์คเกอร์ได้ด้วย

45. ช่อมรอยร้าว

ผสมเบ๊กกิ้งโซดากับน้ำเล็กน้อยให้เปียกๆ ข้นๆ เพื่ออุดรูตามผนังที่มีรอยปูนแตกร้าว เพื่อซ่อมแซมเป็นการชั่วคราว เมื่อมันแห้งแล้วจะดูกลมกลืนเข้ากับฝาผนังปูนพลาสเตอร์ขาว เมื่อต้องการซ่อมแซมอย่างถาวรให้ผสมมผงฟูกับกาว (ลาเท็กซ์) ซ่อมแซมสีขาวที่ใช้ตามบ้านเรือน

46. ทำความสะอาดแป้นพิมพ์คีบอร์ด

ด้วยแปลงสีฟันขนอ่อนๆ ขัดโดยใช้เบ๊กกิ้งโซดา 4 ช้อนโต๊ะละลายกับน้ำ 1 ถ้วยตวง จากนั้นใช้กระดาษชำระเช็ดออก

47. ทำความสะอาดไม้ถูพื้น

แช่ไม้ถูพื้นหรือไม้กวาดในน้ำ 1 ถัง ละลายเบ๊กกิ้งโซดา 4 ช้อนชา แต่ให้แช่หลังจากที่ชำระสิ่งสกปรกออกไปแล้ว วิธีนี้จะเป็นการกำจัดกลิ่นเหม็นอับตกค้างบนไม้ถูพื้นหลังแช่ตากให้แห้งบ้านสุขภาพดี

48. ทำความสะอาดกระเป๋าเดินทาง

ป้องกันไม่ให้ภาชนะกระเป๋าเดินทางขิงคุณมีกลิ่นเหม็นอับเหม็นชื้นจากเชื้อรา โดยการโรยเบคกิ้งโซดาลงบนภาชนะข้าวของเครื่องใช้ก่อนที่จะเก็บเข้าที่เข้าทางอย่างมิดชิด

49. เล่นศิลปะกับลูก

แค่นำสีผสมอาหารมาผสมกับน้ำส้มสายชูและนำไปหยดใส่ผงเบกกิ้งโซดา ผงเบกกิ้งโซดาก็จะเกิดฟองสีขึ้นทันที สามารถนำสีหลายๆสีมาเล่นผสมสีกันได้ เด็กๆจะตื่นเต้นกันมากเวลาผงเบกกิ้งโซดาฟูขึ้นมาเป็นฟองแล้วแตกออก

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก  : auinews

 

 

 

 

 

 

ผลไม้ใกล้ตัวที่กินแล้วอ้วน

    ทราบหรือไม่ว่าการกินผลไม้
นอกจากมีประโยชน์      แล้วยัง
สามารถทำให้อ้วนได้อีก …

     การกินผลไม้    กินแล้วดี       มี
ประโยชน์มากมาย แต่บางครั้ง
ก็ต้องเลือกกินและกินในปริมาณ
ที่พอดี เพราะมีผลไม้บางชนิด
ที่มีน้ำตาลสูง ซึ่งอาจจะทำให้
อ้วนได้

     ผลไม้ที่กิน แล้วอ้วนสุด ๆ คือ

     อันดับ 1 คืิอ กล้วยไข่

     อันดับ 2 คือ กล้วยน้ำว้า

     อันดับ 3 คือ ขนุน

     อันดับ 4 คือ กล้วยหอม

     อันดับ 5 คือ มะม่วงน้ำดอกไม้สุก

     อันดับ 6 คือ ลำไยกะโหลกเขียว

     อันดับ 7 คือ ลองกอง

     อันดับ 8 คือ เงาะ

     อันดับ 9 คือ ลางสาด

     อันดับสุดท้ายน้ำตาลน้อยสุด คือ ละมุด

     แต่ ทุเรียน ก็เป็นผลไม้ ที่ขึ้นชื่อว่ามีน้ำตาลสูงมาก ๆ
ใครที่กินรับรองอ้วนแน่

     ส่วนผลไม้ที่กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน ได้แก่ แอปเปิ้ล ชมพู่
ฝรั่ง มะม่วงดิบ มะละกอ และ แตงโม    รู้อย่างนี้แล้ว ถ้าไม่
อยากอ้วนจนเกินไป ลองหาผลไม้ที่กินแล้วไม่อ้วนมากิน
กันได้.

ขอบคุณข้อมูลจาก  www.dailynews.co.th

ผงซักฟอก นาโน ประหยัดน้ำ

ประสิทธิภาพดีเยี่ยม

✔✔แช่ผ้าทิ้งไว้ 2-3 ยังไม่มีกลิ่นอับเลย

🚩ผงซักฟอกนาโนฟิน ช่วยประหยัดน้ำในการซัก

🚩ผงซักฟอกนาโนฟิน ซักได้สะอาด ลึกถึงเส้นใย

🚩ผงซักฟอกนาโนฟิน ขจัดคราบต่างๆ ที่ซักออกยาก

🚩ผงซักฟอกนาโนฟิน กลิ่นหอม น่าใช้

เพิ่มพลังขจัดคราบด้วย เม็ดบลีช
พลัส ช่วยให้ผ้าขาว ยิ่งขาวสะอาด
ผ้าสี ยิ่งสีสดใส ไร้กลิ่นอับแม้ตาก
ในร่มทำความสะอาดลึกถึงใยผ้า
แม้แต่ คราบฝังแน่นที่ซักออกยาก
คราบซอส ซีอิ๊วดำ น้ำปลา คราบ
น้ำมัน ฯล

สนใจสั่งซื้อ ทักกันได้ที่
Inbox : http://bit.ly/2jVQSij
ทักไลน์ที่ : 
http://line.me/ti/p/rD6q5-CQ2D
โทร.064-796-1652

 

มื้อเย็น มื้อเจ็บป่วย ? นพ.บุญชัย อิศราพิสิษฐ์ : เด็กสงสัยโลก

การกินมื้อเย็นจึงเป็นมื้อที่เร่งกระบวนการ
เสื่อมถึงเสียชีวิตให้เร็วขึ้นไปอีก มื้อเย็นจึง
เป็นมื้ออันตราย เป็นมื้อตายผ่อนส่ง ยิ่งกิน
มื้อเย็นมาก ยิ่งผ่อนส่งมาก ตายเร็ว ถ้  าไม่
กินมื้อเย็น   ก็จะแก่ช้า  เ สื่อมช้า      อายุยืน
การไม่กินอาหารมื้อเย็น      เป็นเรื่องที่ต้อง
เอาชนะใจตัวเองอย่างมาก    ถ้าใครทำได้
จะตัดทั้งกิเลส สุขภาพดี อายุยืน และมีสมาธิ
ดี ความมุ่งมั่นสูง ได้ประโยชน์ทั้งกายและ
ใจ      แต่ท่านต้องฝึกกระเพาะให้เกิดความ
เคยชิน

ฉะนั้นถ้ากินมื้อเช้า    มื้อเที่ยง       จนถึงเย็น
พลังงานยังเหลือแน่นอน ไม่จำเป็นต้องไป
เติมอีก    เพราะเวลานอนร่างกายจะนำพลัง
งานที่เหลือใช้ไปเก็บในที่ต่างๆ     โดย ตับ
เป็นผู้ทำงานนี้ ถ้าพลังงานเหลือมาก    การ
เอาไปเก็บในที่ต่างๆ           ก็มากทำให้อ้วน
และแน่นอนถ้าเก็บไม่หมดโดยเฉพาะพวก
ไขมันตัวโตๆ จะต้องค้างอยู่ในหลอดเลือด
ถ้าค้างสะสมมากเท่าใด   รูหลอดเลือดก็จะ
เล็กลงทุกวัน เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ได้
น้อยลง       อวัยวะทั้งหลายก็จะเสื่อมสภาพ
เร็วขึ้นหรือแก่เร็วขึ้น ถ้าวันไหนอุดตัน   เช่น
ถ้าตันที่สมอง จะกลายเป็นคนพิการอัมพาต
ครึ่งซีก ถ้าอุดตันที่ไต ต้องล้างไต เปลี่ยนไต
ถ้าตันที่ขาอาจต้องตัดขาทิ้ง  ถ้าตันที่กล้าม
เนื้อหัวใจ ก็จะไม่มีโอกาสได้สั่งลาใคร

พิชิตโรค โดยไม่ใช้ยา จากนายแพทย์บุญชัย
อิศราพิสิษฐ์ (ภาคเช้า) 1/2
https://www.youtube.com/watch?v=E6y7Y…

Wisdom Forum : ตอน 2 “ อาหารเพื่อการบำ
บัดโรค ชะลอวัย และป้องกันโรคในกลุ่ม NCD ”
https://www.youtube.com/watch?v=BiUu8…

Cr : youtube by Pipat Chanpong

 

มาตรฐาน ข้าวทิพย์ประทาน

 

ข้าวทิพย์ประทาน
อีกหนึ่งความภาคภูมิใจของเรา
กับมาตรฐานการผลิตระดับโลก
และกระบวนการขนส่งที่ได้มาตรฐาน

เริ่มจากการใช้สถานที่จัดเก็บที่เหมาะสม
ปลอดภัย กระบวนการขนถ่ายสินค้าที่ได้
มาตรฐานการส่งออก

แม้แต่สิ่งเล็กๆน้อยๆเรื่องของมาตรฐาน
ความสะอาด การปูพื้นด้วยกระดาษลัง
คุณภาพดี เพื่อรักษาความสะอาดของ
สินค้า

การตรวจนับ และการใช้แรงงานขนถ่าย
สินค้าอย่างเหมาะสมจนไปถึงระบบขนส่ง
ที่มีประสิทธิภาพ มีความปลอดภัยต่อสินค้า
สูง

วันนี้ข้าวทิพย์ประทานหลายสิบตัน ได้
เคลื่อนตัวออกจากโรงงานผลิต และ
พร้อมจะดูแลสุขภาพให้กับคนไทยทั้ง
ประเทศ และคนทั่วโลกแล้ว

ข้าวทิพย์ประทาน
ขัาวไทย ไปไกลทั่วโลก

สนใจ ข้าวทิพย์ประทาน ทักได้ที่

http://www.itthipon2020.com
Inbox : http://bit.ly/2jVQSij
ทักไลน์ที่ : http://line.me/ti/p/rD6q5-CQ2D
โทร.064-796-1652

อ้วนลงพุงสัมพันธ์ความดันสูง

อ้วนลงพุง กับความดันโลหิตสูง

 

อ้วนลงพุง และความดันโลหิตสูง เป็นภาวะที่พบร่วมกันบ่อย และต่างก็เป็นปัจจัยเสี่ยงหลักของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (non-communicable diseases หรือ NCDs) ซี่งเป็นปัญหาสำคัญของคนไทยและคนทั่วโลก จากรายงานขององค์การอนามัยโลกในปี พ.ศ. 2555 พบว่า NCDs เป็นสาเหตุหลักการเสียชีวิตของประชากรโลก คือประมาณร้อยละ 68 ดังนั้นการลดภาวะอ้วนลงพุง และความดันโลหิตสูงจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

 

จากข้อมูลสำรวจสุขภาพประชาชนไทยปีพ.ศ. 2552 พบว่าในกลุ่มคนที่มีน้ำหนักเกิน (ดัชนีมวลกาย > 25 กก/ม.2) มีความชุกของความดันโลหิตสูงมากกว่ากลุ่มคนที่มีดัชนีมวลกาย < 25 กก/ม.2 ประมาณ 2 เท่า (31.6% และ15.9% ตามลำดับ) ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของประชากรทั่วโลกที่ว่า ในกลุ่มคนอ้วนลงพุงนั้นจะมีความชุกของความดันโลหิตสูงมากขึ้น ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ผู้ที่อ้วนลงพุงนั้นมีโอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้น ได้แก่

 

1) ระบบประสาทอัตโนมัติจะถูกกระตุ้นให้ทำงานมากกว่าคนทั่วไป และการตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นของเซลล์ประสาทโดยอัตโนมัติ (reflex) ก็เปลี่ยนไป

2) การทำงานของไตบกพร่อง มีการหลั่งฮอร์โมนหลายชนิดเปลี่ยนไป ส่งผลให้ท่อไตมีการขับเกลือโซเดียมลดลง ดูดเกลือโซเดียมกลับสู่ร่างกายมากขึ้น และมีโปรตีนรั่วออกมาในปัสสาวะเพิ่มขึ้น

3) เนื้อเยื่อบุผนังด้านในของหลอดเลือดทำงานผิดปกติ (endothelium dysfunction) จากการหลั่งของสารต่าง ๆ และฮอร์โมนเปลี่ยนไป ส่งผลให้การหดและคลายตัวของหลอดเลือดผิดปกติ

 

นอกจากสาเหตุข้างต้นแล้ว ปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ทำให้น้ำหนักตัว และความดันโลหิตเพิ่มขึ้น คือ พฤติกรรมการใช้ชีวิต โดยเฉพาะการบริโภคที่ไม่เหมาะสม และการเคลื่อนไหวร่างกายน้อย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการเกิดโรคร่วมอีกหลายชนิด เช่น เบาหวาน ไขมันสูง กรดยูริกสูง และการหยุดหายใจขณะหลับ

 

ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาความดันโลหิตสูงในผู้ที่อ้วนลงพุง คือ การลดน้ำหนักโดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยใช้หลัก 3 อ คือ อาหาร อารมณ์ และ ออกกำลังกาย เนื่องจากจะช่วยให้สามารถควบคุมโรคร่วมที่กล่าวมาข้างต้นได้ดีขึ้นอีกด้วย เปรียบเทียบได้กับ ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว ส่วนการใช้ยาลดความดันโลหิตนั้นเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ ไม่ช่วยลดรอบเอว ไม่ช่วยลดระดับน้ำตาล และไขมันในเลือด จึงควรใช้ควบคู่กับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

 

นพ. ยงเกษม วรเศรษฐการกิจ

อาจารย์ประจำสาขาวิชาอายุรศาสตร์โรงพยาบาลและผู้ป่วยนอก ภาควิชาอายุรศาสตร์

คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 


บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน

ในโครงการสร้างเสริมสุขภาพประชาชนวัยทำงานในองค์กร  ด้วยการวางระบบ  Intervention & Tools

เพื่อพัฒนาองค์กรไปสู่การเป็น Healthy Organization

เครือข่ายคนไทยไร้พุง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย

สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

 

เบาหวานในเด็กและผู้ใหญ่ต่างกันหรือไม่

คำว่า “เด็กเป็นเบาหวาน” ก็เหมือนกับผู้ใหญ่เป็นเบาหวาน โรคนี้เป็นโรคเรื้อรังตลอดชีวิต มีภาวะแทรกซ้อนตามมา เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนเหมือนในผู้ใหญ่ เช่น

  • เบาหวานขึ้นจอตา ทำให้ตามองเห็นไม่ชัด อาจจะต้องมีการยิงเลเซอร์รักษา
  • โรคไต การเป็นโรคเบาหวานนานๆ และคุม ระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี ทำให้ไตเสื่อม ปัจจุบันเบาหวานชนิดที่ ๒ เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดที่ทำให้   เกิดโรคไตวายในคนไทย
  • ปลายประสาทเสื่อม มีอาการชา การรับความรู้สึกที่มือ เท้า ลดลง
  • หลอดเลือดแดงตีบแข็งกว่าปกติ โอกาสจะเป็นหลอดเลือดสมองขาดเลือดหรือ อัมพาต กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หัวใจวาย มากขึ้น

จุดเริ่มต้นจากเบาหวาน จะไปสู่สาเหตุของโรคเรื้อรังอื่นๆ แต่สามารถชะลอและป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ ถ้าควบคุมระดับน้ำตาลให้ดี

สิ่งที่สำคัญมากคือ ผู้ป่วยเบาหวาน จะต้องดูเรื่อง ของผลน้ำตาล ดูแลตนเองให้ระดับน้ำตาลอยู่ใกล้เคียงปกติมากที่สุด เพื่อป้องกันและชะลอการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เหล่านั้น

เบาหวานชนิดที่ 1 มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เกิด เป็นโรคที่ยังไม่สามารถป้องกันได้ แต่เบาหวานชนิดที่ 2 เป็นโรคที่เกี่ยวกับภาวะอ้วน พฤติกรรมการกิน พฤติกรรมการใช้ชีวิตป้องกันได้

เด็กที่เริ่มเป็นเบาหวานตั้งแต่อายุ 8 ขวบ ถ้าควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี อาจมีภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน เช่น ไตเสื่อม เบาหวานขึ้นจอตา ได้ตั้งแต่เป็นวัยรุ่น ดังนั้นผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานตั้งแต่เด็กจะต้องอยู่กับโรคเรื้อรังนี้และภาวะแทรกซ้อนไป อีกนาน ทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง เป็นผู้ใหญ่ที่ไม่แข็งแรง มีค่าใช้จ่ายในการรักษาจำนวนมาก เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดีที่สุดคือป้องกันอย่าให้เด็กเป็นเบาหวาน นั่นคือ อย่าให้ลูกอ้วน และเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต

เด็กที่เริ่มมีภาวะอ้วนจะต้องลดน้ำหนัก อย่าให้อ้วนมากไปกว่านี้ หรือกลุ่มที่มีภาวะเสี่ยงเริ่มมีน้ำตาลสูงผิดปกติแล้ว สามารถป้องกันไม่ให้เป็นโรคเบาหวานได้ ถ้าให้เด็กได้ออกกำลังกาย ควบคุมอาหาร เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต ดูทีวี เล่นเกมคอมพิวเตอร์ให้น้อยลง ใช้ชีวิตกลางแจ้งให้มากขึ้น กลุ่มนี้สามารถกลับมามีน้ำตาลปกติได้

ถ้าปล่อยให้เด็กเป็นเบาหวานแล้ว จะมานั่งเสียใจทีหลัง และเป็นตั้งแต่อายุน้อย ค่าใช้จ่ายมาก โดยเฉพาะถ้าวันหนึ่งเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นมาแล้ว ไม่สามารถไปแก้ไขภาวะตรงนั้นได้

ที่มา : มูลนิธิหมอชาวบ้าน

 

อาหารบำบัดเหน็บชา

 

เคยนั่งพับเพียบหรือนอนทับแขนตัวเองนาน ๆ แล้วมีอาการแขนขาเสียความรู้สึกต่อการสัมผัสไปชั่วขณะ หรือบางคนถึงขั้นเจ็บปวดและชาจนมีอาการอ่อนแรงเหยียดแขนขาไม่ออกหรือลุกไม่ได้เลยหรือไม่ค่ะ นั่นแหล่ะค่ะเขาเรียกว่า “อาการเหน็บชา” แต่อาการเหน็บชาที่จะพูดถึงในวันนี้ไม่ได้เกิดจากกิจวัตรประจำวันแบบนี้ แต่เราหมายถึง “โรคเหน็บชา”

โรคเหน็บชา หรือ Beriberi เป็นภาษา Sinhalese ของชนเผ่าในประเทศศรีลังกา หมายถึง “I can’t, I can’t” หรือ “ฉัน…ไม่ได้” ที่ชนเผ่าใช้คำนี้อาจเพราะโรคเหน็บชาทำให้มีอาการทางประสาท ปวดกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อไม่มีแรง รู้สึกซู่ซ่าตามมือและเท้าจนอาจเคลื่อนไหวไม่สะดวก ทำให้ต้องร้องขอความช่วยเหลือ“ช่วยด้วย…ฉันขยับขาไม่ได้” ภายหลังมีความพยายามหาสาเหตุของอาการที่เกิดขึ้นก็พบว่าคนที่กินข้าวขัดสีตลอดจะทำให้มีอาการ Beriberi ซึ่งภายหลังทราบว่า กระบวนการขัดสีข้าวทำให้เกิดการสูญเสียวิตามินบี 1 ดังนั้นเมื่อกินแต่ข้าวขัดสีและกินอาหารไม่หลากหลายจึงมีอาการเหน็บชาได้

วิตามินบี 1 เป็นวิตามินที่ละลายได้ในน้ำ หากร่างกายได้รับเกินจะถูกขับทิ้งทางปัสสาวะได้เอง ทำหน้าที่ช่วยเร่งการเผาผลาญสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมันเป็นพลังงาน ทำให้เรามีเรี่ยวแรงทำงานได้อย่างปกติ ดังนั้นเมื่อร่างกายขาดวิตามินบี 1 จึงส่งผลกระทบต่ออวัยวะและระบบต่าง ๆ โดยเฉพาะ 3 ระบบหลัก ได้แก่ ระบบประสาทและสมอง เพราะเป็นระบบที่มีการใช้พลังงานมากเมื่อเทียบกับเซลล์อื่น ๆ รองลงมาคือผิวหนัง และระบบทางเดินอาหาร

นอกจากนี้วิตามินบี 1 ยังมีส่วนสำคัญในการทำงานของระบบประสาท โดยเฉพาะการนำกระแสความรู้สึกของเส้นประสาท เคยมีการทดลองให้กลุ่มตัวอย่างกินอาหารที่ขาดวิตามินบี 1 พบว่าหลังเริ่มทดลอง 4 วัน กลุ่มตัวอย่างมีอาการเบื่ออาหาร ต่อมาเริ่มมีปัญหาทางอารมณ์ กลุ่มตัวอย่างมักอารมณ์ไม่ดี ทะเลาะกันง่าย ไม่ค่อยให้ความร่วมมือทำกิจกรรมต่าง ๆ ผู้ที่ขาดวิตามินบี 1 จึงไม่เพียงแค่มีอาการเหน็บชาเท่านั้น แต่บางรายอาจมีอาการทางอารมณ์ด้วย อย่างไรก็ตามผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าตนเองขาดวิตามินหรือเป็นโรคเหน็บชาเนื่องจากอาการแสดงโดยทั่วไปก็แค่ปวดหัว คลื่นไส้ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ปลายประสาทอักเสบ ไม่มีแรง เจ็บกล้ามเนื้อหรือชาตามมือเท้า ขี้หงุดหงิด ซึ่งอาจไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตอะไรมากนัก แต่หากปล่อยไว้ก็อาจมีผลต่อสุขภาพจิต หรือรุนแรงถึงขั้นโคม่า หัวใจล้มเหลว เสียชีวิตได้

ใครบ้างเสี่ยงเหน็บชา?

นอกจากการกินอาหารที่มีวิตามินบี 1 ไม่เพียงพอแล้ว การที่ร่างกายมีการใช้วิตามินบี 1 เพิ่มขึ้น หรือได้รับสารทำลายวิตามินบี 1 มาก ๆ ก็ทำให้เสี่ยงต่ออาหารเหน็บชาได้ หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร เด็กวัยเจริญเติบโต คนที่ทำงานใช้แรงเยอะ ๆ หรือนักกีฬา ผู้ป่วยเรื้อรัง มีไข้สูง เป็นโรคติดเชื้อ หรือแม้แต่ผู้ที่กินอาหารกลุ่มแป้งและน้ำตาลมาก ๆ คนกลุ่มนี้คือกลุ่มเสี่ยงที่จะขาดวิตามินบี 1 จนเกิดอาการเหน็บชาได้ เพราะร่างกายต้องการใช้วิตามินเพิ่มขึ้นจากปกติ หากกินไม่พอก็จะมีอาการขาดวิตามินบี 1 ทันที

นอกจากนี้ยังมีคนอีกกลุ่มที่เสี่ยงต่อการขาดวิตามินบี 1 นั่นคือผู้ที่กินอาหารที่มีฤทธิ์ขัดขวางการดูดซึมหรือทำลายวิตามินบี 1 ได้แก่

  • ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำทั้งนี้เนื่องจากแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ลดการดูดซึม และเพิ่มการขับทิ้งวิตามินบี 1 เสมือนคนกินยาขับปัสสาวะ ดื่มชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มชูกำลัง ซึ่งทำให้ร่างกายดูดซึมและสะสมวิตามินบี 1 ได้ไม่เพียงพอ
  • ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับ เช่น ตับแข็ง ทั้งนี้เพราะตับไม่สามารถนำวิตามินบี 1 ไปใช้ประโยชน์ได้
  • ผู้ที่ได้รับเอนไซม์ไธอะมิเนส (Thaiaminase) สารทำลายวิตามินบี 1 ซึ่งพบได้ในปลาน้ำจืดดิบ หอยลาย หอยแมลงภู่ หอยกาบ ปลาร้า กุ้ง แหนม แบบดิบ ๆ
  • ผู้กินใบเมี่ยง ใบชา หมาก มันสำปะหลังเป็นประจำ เพราะอาหารเหล่านี้มีสารทำลายวิตามินบี 1

กินบำบัดเหน็บชาอย่างไร?

แนวทางในการรักษาผู้ที่ขาดวิตามินบี 1 นั้นนอกจากการกินวิตามินในรูปของยาเม็ดเสริมตามระดับความรุนแรงของการขาดวิตามินแล้ว การกินอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบี 1 เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต ธัญพืช ถั่ว ซีเรียล เนื้อสัตว์ต่าง ๆ ฯลฯ เพื่อให้ได้วิตามินบี 1 วันละ 20 – 30 มิลลิกรัม เป็นระยะเวลา 2 – 3 สัปดาห์ ก็เป็นอีกทางที่จะช่วยให้หายจากอาการเหน็บชาได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามแม้จะได้วิตามินบี 1 เสริมมากเท่าไหร่ก็ตามแต่หากผู้ป่วยยังคงดื่มแอลกอฮอล์ และกินอาหารที่ทำลายวิตามินบี 1 เข้าไปมาก ๆ อาการเหน็บชาก็คงจะไม่หาย และยังคงกวนใจต่ออยู่ดี

เทคนิคกินกันเหน็บชา

  1. กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และหลากหลาย โดยเฉพาะ ข้าวแป้งไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ข้าวเหนียวดำ เส้นหมี่ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต ซีเรียล ข้าวโอ๊ต ถั่วธัญพืชต่าง ๆ
  2. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีสาร Thaiaminase เช่น ปลาน้ำจืด หอย กุ้ง เนื้อสัตว์แบบดิบ ๆ หากต้องการกิน แนะนำให้นำอาหารไปผ่านความร้อนจนอาหารสุก ก็จะช่วยทำลายThaiaminaseให้หมดฤทธิ์ได้
  3. หลีกเลี่ยงการกินใบเมี่ยง ใบชา หมาก มันสำปะหลัง เนื่องจากมีสารที่ทำลายวิตามินบี 1 ที่มีความคงตัวสูงไม่สามารถทำลายได้ด้วยความร้อน
  4. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง

Resource : HealthToday Magazine, No.187 November 2016

ความดันโลหิตปกติ ของคนแต่ละวัยเท่าไหร่ รู้ไว้ห่างไกลโรค

มีหลายคนยังไม่รู้ว่าค่า ความดันโลหิตปกติ
ของคนเราอยู่ที่เท่าไหร่ ซึ้งค่าตัวเลขที่อ่านได้
จากเครื่องวัดความดัน จ      ะเป็นตัวบ่งบอกสัญ
ญาณดีหรือร้ายให้เรารับรู้เพื่อเตรียมตัวป้องกัน
และรับมือต่อโรคร้าย      ที่อาจจะมาเยือนเราได้
ในอนาคต ซึ่งค่า       ความดันโลหิตปกติในแต่
ละวัยก็จะมี       ค่าที่แตกต่างกันด้วย     ดังนั้นเรา
จึงจำเป็นต้องรู้        เพื่อที่จะได้ใช้เป็นเกณฑ์ใน
การตรวจสอบตัวเองได้ในเบื้องต้น     ก่อนที่จะ
ไปพบแพทย์

ความดันโลหิตปกติในแต่
ละวัย มีค่าเท่าไหร่ที่ควรรู้
ไว้ ก่อนโรคร้ายมาเยือน

ก่อนที่จะรู้ว่าค่าความดันโลหิตปกติของเราๆ
ท่านๆมีค่ามาตรฐานอยู่ที่เท่าไหร่  ในแต่ละวัย
เรามาดูค่าตัวเลขที่เราจำเป็นต้องรู้ว่า    หมาย
ความว่าอย่างไรกันก่อนนะครับ      ซึ่งในที่นี้ขอ
ยกตัวอย่างเอาค่าความดันโลหิตปกติ ของคน
วัย 18 ถึง 44 ปี คือต้อง       น้อยกว่าหรือเท่ากับ
140/90 mm.Hg      ความหมายของตัวเลขด้าน
หน้าและด้านหลังก็คือ

  • ค่าตัวเลขด้านหน้า คือ ความดันช่วงหัวใจบีบตัว
  • ค่าตัวเลขด้านหลัง คือ ความดันเมื่อหัวใจคลายตัว

ในที่นี้ก็พอทราบแล้วใช่ไหมครับว่า         ตัวเลขที่
เราไปวัดค่าความดันตามโรงพยาบาลหรือคลินิก
ต่างๆนั้นตัวเลขพวกนี้หมายถึงค่าอะไรกันบ้าง

ความดันโลหิตปกติ  วัดอย่างไร
ให้แม่นยำ เที่ยงตรงสูง

ค่าความดันโลหิตปกติ ที่ทางคลีนิค หรือ
โรงพยาบาล วัดกันออกมานั้น ส่วนใหญ่จะ
มีระเบียบแบบแผนข้อบังคับ ในการวัดเป็น
มาตรฐานโดยทั่วกันอยู่แล้ว  โดยก่อนที่จะ
เตรียมวัดความดันโลหิต     จะต้องไม่ดื่มชา
กาแฟ   พร้อมทั้งควรขับถ่ายปัสสาวะอุจจา
ระให้เรียบร้อย ก่อนที่จะทำการวัดความดัน
อีกด้วย และเวลาสอดแขนเข้า     เครื่องวัด
ความดันต้องสอดแขนเข้าไปให้สุด     จาก
นั้นรอให้ผ้าขยายตัวขึ้น        จนเกิดแรงรัดที่
แขนนั้น และจากนั้นลมก็จะ       ค่อยๆปล่อย
ออกเป็นปกติ     จึงจะอ่านเอาค่าตรงนี้ออก
มาได้     ซึ่งค่าที่ได้จะมีความแม่นยำ     และ
เที่ยงตรงมากยิ่งขึ้น เพื่อใช้ประกอบในการ
วินิจฉัยโรคของแพทย์ต่อไป

เมื่อเรารู้ว่าค่าความดันเลือดปกติในแต่
ละวัยมีค่ามาตรฐานอยู่ที่เท่าไหร่แล้ว เรา
จะได้ใช้เป็นมาตรฐานในการตรวจเช็คร่าง
กายของตัวเราเอง     รวมถึงคนที่เรารักได้
อีกด้วย     ทั้งยังเป็นปราการด่านแรกก่อน
ที่เราจะไปพบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษาได้
ทันท่วงที     ในกรณีที่มีความผิดปกติของ
ความดันโลหิตเกิดขึ้น   ก่อนที่จะสายเกิน
แก้ ดังนั้นเราๆท่านๆก็ควรมันจะตรวจเช็ค
ดูว่าค่า        ความดันโลหิตปกติอยู่ในค่า
มาตรฐานหรือไม่ ด้วยความปรารถนาดี

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก :  https://bit.ly/2KjBLfB

ข้าวทิพย์ประทาน ข้าวนวัตกรรม

ข้าวนึ่ง คุณค่าโภชนาการสูง
ข้าว (Rice) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า
Oryza sativa L. เป็นธัญพืชที่นำเมล็ด
มาบริโภค เมื่อแบ่งตามชนิดของแป้ง
ในเมล็ดที่บริโภคจะแบ่งออกเป็น2 ชนิด
คือ ข้าวเจ้าและข้าวเหนียวประเทศไทย
มีข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญและมี
แหล่งที่อุดมสมบูรณ์ในการเพาะปลูก
เพื่อเป็นการบริโภคภายในประเทศ และ
ส่งออกสู่ตลาดโลก รวมทั้งยังมีคุณค่า
ทางด้านอาหาร ยารักษาโรค และประเพณี
วัฒนธรรมของคนไทย

ข้าวนึ่ง (parboiled rice) หมายถึงข้าวเจ้าที่
ผ่านกระบวนการทำข้าวนึ่งและขัดเอารำออก
แล้ว ข้าวนึ่งเป็นผลิตภัณฑ์สินค้าประเภทข้าว
ของคนไทยที่แปรรูปมาจากเมล็ดข้าวของ
ข้าวกล้องและข้าวขาวที่ต้องมีปริมาณแป้ง
อมิโลส(amylose) ประกอบอยู่ด้วยมากกว่า
25% ซึ่งอมิโลส เป็นสารประกอบเชิงซ้อนที่
เกิดจากการรวมตัวของกลูโคสจำนวนมาก
ต่อกันเป็นแนวยาว (linear chain)โดยที่ใน
เมล็ดข้าวเจ้าจะมีส่วนประกอบของแป้ง
อมิโลส ประมาณ 20-30%

ข้าวนึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่า
ข้าวขาว แต่ประเทศไทยส่งออกข้าว
นึ่งสู่ตลาดโลกมากกว่านำมาบริโภคภาย
ในประเทศ ประโยชน์ของการทำข้าวนึ่ง
ทำให้ข้าวมีคุณภาพการสีดีขึ้นทำให้ข้าว
หักน้อยลงเมื่อนำไปสี และเพิ่มคุณค่าทาง
โภชนาการของข้าวเมื่อนำไปบริโภค

ถ้าหากทำการเปรียบเทียบระหว่างข้าวนึ่ง
กับข้าวธรรมดาจะได้ว่าข้าวนึ่งดีกว่าข้าว
ธรรมดา โดยที่ข้าวนึ่งจะกะเทาะเปลือก
ง่ายกว่า คุณภาพการสีดีกว่า เก็บได้นาน
มีวิตามินB และ E สูง หุงขึ้นหม้อ และย่อย
ง่าย แต่ข้าวนึ่งมีกลิ่นและรสไม่เป็นที่ต้อง
การของผู้บริโภคที่คุ้นเคยกับข้าวขาว
ธรรมดา รวมทั้ง ข้าวนึ่งมีต้นทุนการผลิตสูง
กว่าข้าวขาวธรรมดา ดังนั้นถ้าหากนำข้าว
นึ่งมาบริโภคย่อมมีประโยชน์ต่อสุขภาพ
อนาคตคนไทยอาจหันมานิยมบริโภค
ข้าวนึ่งมากขึ้น

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : http://pr.moph.go.th/

สนใจ ข้าวทิพย์ประทาน ทักได้ที่

http://www.itthipon2020.com
Inbox : http://bit.ly/2jVQSij
ทักไลน์ที่ : http://line.me/ti/p/rD6q5-CQ2D
โทร.064-796-1652

หลอดเลือดดำอุดตัน อันตราย…ที่ถูกมองข้าม

เวลาพูดถึงหลอดเลือดอุดตัน คนส่วนใหญ่มักนึกถึง
“หลอดเลือดแดง” มากกว่า “หลอดเลือดดำ” อาจเป็น
เพราะเวลาที่มีการพูดถึงคำว่า “เลือด” เรามักนึกถึง
เลือดสีแดง สดๆ จนลืมไปว่าจริงๆแล้วในร่างกายของ
คนเรามีหลอดเลือดอยู่ 2 ชนิด คือ หลอดเลือดแดง
และหลอดเลือดดำ

โรคหลอดเลือดดำอุดตัน หรือ Deep Vein Thrombosis
(DVT) เป็นภาวะที่หลอดเลือดดำที่ขาเกิดการอุดตัน
อันเนื่องมาจากสาเหตุที่ลิ่มเลือดไม่สามารถไหล
เวียนได้สะดวก ทำให้เกิดเลือดคั่ง จับตัวแข็ง อุดตัน

จากรายงานพบว่า 1 ใน 4 ของประชากรทั่วโลกเสียชีวิต
จากภาวะหลอดเลือดอุดตัน ซึ่งส่วนใหญ่ป้องกันได้ เป็น
การเสียชีวิตซึ่งไม่จำเป็นนับล้านคน รวมถึงเป็นปัจจัย
เสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และ
เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตและทุพพลภาพในทุกประเทศ
ทั่วโลก

สาเหตุของโรคเกิดจากการมีลิ่มเลือดเข้าไปขัดขวางการ
ไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือด ในกลุ่มของหลอดเลือด
แดง เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว
หลอดเลือดสมองตีบ ส่วนภาวะลิ่มเลือดอุดตันของหลอด
เลือดดำ หรือที่เรียกว่า VTE คือการที่มีลิ่มเลือดเข้าไปอุดตัน
บริเวณหลอดเลือดดำส่วนลึกที่ขา อันตรายของโรคนี้คือ
การที่ลิ่มเลือดอาจหลุดจากขาไปอุดที่ปอด ทำให้เสียชีวิตได้

อาการเตือนของโรค VTE เริ่มแรกจะปวดขาอย่างมาก
อาจมีอาการขาบวม กดเจ็บ โดยอาการบวมมักเริ่มที่
น่อง มีรอยแดง หรือสีผิวที่ขาเปลี่ยนแปลงอย่างเห็น
ได้ชัด มีอาการร้อนที่ขา ส่วนใหญ่จะมีขาบวมข้างเดียว
ร่วมกับอาการปวด

หากอาการรุนแรงที่ทำให้สงสัยได้ว่า อาจมีลิ่มเลือด
อุดตันที่ปอด ผู้ป่วยจะมี อาการหอบ หายใจไม่ทั่วปอด
หายใจเร็วโดยหาสาเหตุไม่ได้ เจ็บหน้าอก เมื่อหายใจ
เข้าลึกๆจะเจ็บมากขึ้น หัวใจเต้นเร็ว วิงเวียนคล้ายจะ
เป็นลมมึนงง ในรายที่เป็นรุนแรงอาจถึงขั้นหมดสติ
ซึ่งอาการเหล่านี้ บางครั้งก็ไม่สามารถบ่งชี้ได้ชัดๆว่า
เป็นอาการของภาวะลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดดำ แต่ก็มี
ความเสี่ยงสูง ควรรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลเพื่อรับ
การประเมินจากแพทย์ในทันที เพราะหากปล่อยให้
อาการหนักอาจทำให้เสียชีวิตได้

สาเหตุที่ทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ
มีหลายปัจจัยมาก ทั้งจากกรรมพันธุ์ มีการศึกษา
พบว่าสาเหตุของการเกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ
ประมาณ 50% เกิดจากสาเหตุทางพันธุกรรมและ
ปัจจัยเสริมอื่นๆ ในส่วนของพันธุกรรม อาจเกิดจาก
การที่มีการแข็งตัวของเลือดเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ
ขาดโปรตีนที่ต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น โปรตีน C
(Protein C) โปรตีน S (Protein S) และแอนติธรอมบิน III
(Antithrombin III)

ส่วนสาเหตุอื่นๆที่เกิดตามมา เช่น การตั้งครรภ์ หรือ
ภาวะที่มีการกระตุ้นให้เลือดแข็งตัวง่ายหลังคลอด
การได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจน จากยาคุมกำเนิด หรือ
ฮอร์โมนที่ใช้ในการรักษาอาการวัยทอง การ นอนนิ่งๆ
อยู่กับที่นานๆ (Immobilization) ภาวะหลังผ่าตัด
โรคอ้วน มะเร็งบางชนิด หรือแม้แต่คนที่นั่งอยู่กับ
ที่นานๆโดยไม่เคลื่อนไหว เช่นนั่งเครื่องบินในระยะ
ทางไกลๆ หรือนั่งทำกิจกรรมบางอย่างต่อเนื่องนาน
เกินไป

เคยมีรายงานว่ามีเด็กสาววัย 20 ปี ในประเทศจีน ถูกส่ง
เข้าโรงพยาบาล หลังจากเกิดอาการปวดขาอย่างมาก
แพทย์วินิจฉัยแล้วก็พบว่าเป็นโรคหลอดเลือดดำอุดตัน
ถึงขั้นที่ต้องทำการผ่าตัดและให้ยารักษา เมื่อถามถึง
สาเหตุของอาการดังกล่าว ก็พบว่าเธอนั่งเล่นเกมออนไลน์
ติดต่อกันนานถึงกว่า 40 ชั่วโมง

การศึกษาขององค์การอนามัยโลก พบว่าสาเหตุการ
เสียชีวิต หรือทุพพลภาพจากภาวะลิ่มเลือดอุดตันใน
หลอดเลือดดำถึง 60% เกิดจากการที่ผู้ป่วยมานอน
รับการรักษาตัวในโรงพยาบาล โดยนอนอยู่กับเตียง
เป็นเวลานาน ขยับขาไม่ได้ ลุกเดินไม่ได้ เพื่อป้องกัน
ปัญหาดังกล่าว แพทย์จึงมักแนะนำให้ผู้ป่วยหลัง
ผ่าตัดลุกเดิน เพื่อให้ร่างกายมีการเคลื่อนไหว เพื่อลด
ความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือด ดำอุดตัน
ดังกล่าว ภาวะลิ่มเลือดอุดตันของหลอดเลือดดำ หรือ
VTE หากได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่เริ่มแรกและมีการรักษา
ให้เหมาะสมในช่วง 3 ถึง 6 เดือนแรก สามารถรักษาให้
หายขาดได้

หากถามว่าใครบ้างที่มีความเสี่ยงต่อโรคนี้ คำตอบคือ
โรคนี้เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่จะเกิดมากขึ้นหากผู้ป่วย
อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น การนอนโรงพยาบาลนานๆ ไม่ได้
ขยับขา หรือคนไข้ผ่าตัดใหญ่ คนไข้โรคมะเร็ง คนไข้ที่
มีประวัติในครอบครัว

มีการศึกษาพบว่า ผู้ที่ลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำในระดับ
ลึก ประมาณ 45% ของผู้ป่วยมีประวัตินอนนิ่งๆนานกว่า
48 ชั่วโมงติดต่อกันในเดือนก่อน ที่จะป่วย 38% มีประวัติ
ผ่าตัดภายใน 3 เดือนนำมาก่อน 34% มีประวัติเป็นมะเร็ง
ในช่วง 3 เดือน 34% มีประวัติติดเชื้อ 26% มีประวัตินอน
รักษาตัวในโรงพยาบาลก่อนหน้านั้น มีเพียง 11% ที่ไม่มี
ปัจจัยดังกล่าวข้างต้น สัญญาณเตือนของโรคนี้ บางที
อาจพบ ผู้ป่วยเป็นซ้ำแม้จะรักษาให้หายแล้วก็ตาม เช่น
อาจมี อาการปวดบวมขาเรื้อรังช่วงบ่ายๆ มีเส้นเลือดดำ
โป่งดำ หรือเส้นเลือดขอด ผิวหนังแข็งมีสีคล้ำขึ้น เป็นแผล
เรื้อรังที่ขา ฯลฯ ปัจจุบันพบผู้ป่วยโรคนี้มากขึ้นประมาณ
50% ในกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก

การป้องกันโรคนี้ ในกลุ่มคนที่ต้องนั่งเครื่องบินในระยะไกล
ควรยืนขึ้นและเดินไปมาทุก 1-2 ชั่วโมง ไม่สูบบุหรี่ก่อนเดิน
ทาง เนื่องจากบุหรี่เป็นปัจจัยในการกิดลิ่มเลือดในหลอด
เลือดอย่างใดอย่างหนึ่ง หากหลีกเลี่ยงได้ควรหลีกเลี่ยง
การสูบบุหรี่เลย ใส่เสื้อผ้าสบายๆไม่รัดแน่นเพื่อเพิ่มการ
ไหลเวียนของเลือด หมั่นขยับแขน ขา ข้อเท้า และเท้า เพื่อ
เพิ่มการไหลเวียนของเลือด ดื่มน้ำมากๆอย่างน้อยวันละ
6-8 แก้ว ใส่ถุงเท้ายาวชนิดช่วยพยุงขาเพื่อช่วยพยุงหลอด
เลือดขาเมื่อต้องทำงานที่ต้องยืนนานๆ อย่าดื่มเหล้าหรือ
กินยานอนหลับที่จะทำให้นอน หรือนั่งนิ่งๆอยู่ในท่าเดียว
นานเกินไป

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : https://www.thairath.co.th/content/1193755

มือใหม่หัดลดไขมัน

ปัญหาอย่างหนึ่งที่เจอบ่อยมากในคนที่ต้องการลดไขมันที่สะสมในร่างกายมักมีคว่มเชื่อผิดๆว่า กินให้น้อยเข้าไว้ถึงจะดี และ เกือบทั้งหมด ลดการทานอาหารมากจนเกินไป บางคนก็ทานเท่าแมวดม ที่หนักเลยก็คือคนที่ทานจำกัด 500 kcal ต่อวัน ทั้งๆที่ร่างกายตัวเองนั้น ต้องการพลังงานในอาหารมากกว่า 500 kcal  (ผู้ชาย เฉลี่ย 2000 kcal และ ผู้หญิง 1600 kcal) หรือพวกสูตร 10 วัน 10 กก.นี่ตัวดีเลย เพราะไขมัน 1 กก. ให้พลังงาน 7700 แคลอรี สามารถใช้เป็นพลังงานได้ 4 วัน

ถ้าหากอดอาหารเลย 1 เดือน ร่างกายก็จะใช้ไขมันเป็นพลังงานได้ 7 กก. แต่ถ้าทานอาหารแค่แมวดม แล้วนน.ตัวลดลงเยอะ บอกเลยว่า ร่างกายคุณกำลังเสียมวลกล้ามเนื้อ แถมอัตราการเผาผลาญพลังงานก็ลดลงด้วยอีกด้วย และผลที่ตามมาก็คือน้ำหนักตัวจะลงเร็วมากในช่วงแรก  ต่อมาก็น้ำหนักก็เริ่มนิ่งและอยู่ตัว แต่ข่าวร้ายคือ คุณรู้หรือไม่ว่าน้ำหนักที่หายไปนั้น กลับไม่ใช่ไขมัน ดันเป็นกล้ามเนื้อแทน แถมได้โยโย่เอฟเฟคมาเป็นของแถมอีก

มือใหม่ลดน้ำหนักมักหาข้ออ้าง

มือใหม่หลายคนมักมีข้ออ้างต่างๆนานาเพื่อปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงตารางชีวิตของตัวเอง หลายๆคนก็มักจะอ้างว่า “ไม่มีเวลา ด้วยภาระการทำงาน และสิ่งต่างๆมกมายต้องทำไม่มีเวลามาออกกำลังกายหรอก” ซึ่งตรงนี้ก็ไม่ว่ากัน เพราะแต่ละคนก็ทำงานไม่เหมือนกัน แต่ฉันก็อยากที่จะหุ่นดีนะ แล้วจะทำยังไงดี  งั้นถ้าอยากจะไดเอตเองโดยที่ไม่อยากศึกษาข้อมูลอะไรมากนัก ไม่ต้องไปชั่งตวงวัดอาหาร คุณกระทิงเมืองช้างก็แนะนำเทคนิคง่ายๆอย่างนี้

  1. เลือกอ้างโน่นอ้างนี้แล้วลงมือทำ ทำให้เต็มที่เท่าที่ร้างกายทำไหว ยังไม่จำเป็นต้องผลักดันให้เครียดจนเกินไป
  2. เน้นออกกำลังแบบใช้ไขมันตอนเช้า เช่น เดิน ปั่นจักรยาน หรือ เต้นแอโรบิค ครั้งละ 45-60 นาที สัปดาห์ละ 4-5 ครั้ง โดยเมื่อตื่นนอนแล้ว ดื่มน้ำซัก 1-2 แก้ว แล้วก็ไปออกกำลังกายเลย  งดทานพวกแป้ง กล้วย ขนมปัง เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล เพราะร่างกายจะใช้อาหารพวกนี้ไปเป็นพลังงานแทนไขมันได้
  3. เดือนแรก อย่าพึ่งลดอาหารที่ทาน แนะนำให้ทานตามปกติไปก่อน เพราะร่างกายอยู่ในช่วงปรับตัวและหัดใช้ไขมันเป็นพลังงานมากขึ้นเดือนต่อมา ทานอาหารแค่ 3/4 ของที่ทานตามปกติ และลดได้เต็มที่คือ ทานแค่ครึ่งเดียว  และควรกลับมาทานอาหารตามปกติสัปดาห์ละครั้ง เพื่อกระตุ้นการเผาผลาญพลังงาน
  4. ถ้าทานอาหารตามสั่ง บอกแม่ครัวไปเลยว่า น้ำมันน้อย หรือ ใช้น้ำมันไม่เกิน 1 ช้อน แรกๆ อาจจะแปลกๆหน่อย ถ้าแม่ครัวทำหน้าแปลกๆใจก็บอกไปเลยว่า กำลังคุมน้ำหนักตัว สำหรับผู้หญิงทานน้ำมันพืชไม่เกิน 2 ช้อนโต๊ะ ส่วนผู้ชายทานไม่เกิน 3 ช้อนโต๊ะ
  5. ถ้าเป็นไปได้ เปลี่ยนมาทานข้าวกล้องดีกว่าข้าวขาว
  6. อย่าให้ร่างกายขาดโปรตีน ทุกมื้อควรทานเนื้อสัตว์ด้วย โดยผู้หญิงทานให้ได้มื้อละ 100 กรัม (เนื้อสัตว์100กรัมกะด้วยสายตาจะมีขนาดเท่า1สำรับไพ่) ส่วนผู้ชายทาน 150-200 กรัม ในจุดนี้คุณอาจจะต้องเข้าห้างเล็กๆ ที่มีเนื้อสัตว์ขาย แล้วก็ซื้อเอามาต้มและพกไปด้วยก้ได้
  7. เลี่ยงเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลทราย ซูโครส และ ฟรุกโตส โดยเฉพาะน้ำอัดลม และชาเขียวเครื่องดื่มพวกนี้ตัวทำให้อ้วนดีๆนี่เอง
  8. อย่าไปสนใจตัวเลขบนตาชั่งให้มากนัก เพราะน้ำหนักตัวของเราก็ขึ้นลงวันละ 2-3 กก.อยู่แล้ว
    ให้ดูที่ความหนาของหนังบริเวณพุง ลองดึงออกมาแล้วก็บีบดูว่ามีความหนาเท่าไหร่ ความหนาลดลงหรือไม่ ถ้าลดลงก็หมายความว่าร่างกายเอาไขมันไปใช้เป็นพลังงานได้มาก เพราะไขมันจะสะสมที่ใต้ผิวหนัง และเยอะที่สุดก็ตรงพุงของเรานี่แหละ

ลองเอาไปดัดแปลงทำตามความเหมาะสมดีกว่าไม่ทำไรเลย และปล่อยให้อ้วน “จงทำเถิดจะเกิดผล”

 

Credit: กระทิง เมืองช้าง

 

ข้าวทิพย์ประทาน ข้าวไทยคุณภาพส่งออก

                

    

 

“ข้าวทิพย์ประทาน……..ข้าวคนไทย”

“คุุณภาพส่งออก…..คนไทยต้องได้ทาน”

สนใจติดต่อ
www.itthipon2020.com
Inbox : http://bit.ly/2jVQSij
ทักไลน์ที่ : 
http://line.me/ti/p/rD6q5-CQ2D
โทร.064-796-1652

สุขภาพดีขึ้นทันตา เมื่อดื่มน้ำ “ถูกปริมาณ ถูกเวลา”

No matter how you say it, you’ve got to take a side. Either the focus will be what’s in the glass or what’s not in the glass.

ร่างกายของมนุษย์เรานั้นมีองค์ประกอบของน้ำ 50-70% ไม่ว่าจะเป็นภายในเซลล์ ตามอวัยวะต่างๆ ระบบการทำงานของร่างกายทั้งหมด หรือเลือดที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบ ทั้งยังเป็นสารอาหารที่สำคัญของมนุษย์ในการดำรงชีวิตในทุกช่วงทุกวัย การดื่มน้ำบ่อยนั้นก็เป็นการสร้างเสริมสุขภาพที่ดี แต่ก็ควรมีระยะเวลาในการดื่มน้ำ และวิธีดื่มน้ำตามที่ร่างกายของมนุษย์สมควรได้รับ

 

ดื่มน้ำอย่างไร ให้สุขภาพดี

– ตื่นนอนตอนเช้าควรจะดื่มน้ำอุ่น เพราะน้ำอุ่นดื่มง่ายกว่าน้ำธรรมดา และอุณหภูมิของน้ำที่ดื่มไม่ต่ำกว่าอุณหภูมิของร่างกาย จึงไม่เป็นการไปดึงอุณหภูมิร่างกายให้เย็นลง หรืออาจเป็นน้ำที่อุณหภูมิห้องก็ได้ ควรดื่ม 1-3 แก้วให้ได้อย่างต่ำ 500-750 มิลลิลิตร ช่วงเวลาหลังตื่นนอนเป็นช่วงที่มีความเข้มข้นของเลือดสูง ร่างกายและเลือดจะมีลักษณะขาดน้ำ และเพื่อกระตุ้นระบบขับถ่าย

– 15 นาทีก่อนอาหาร ระหว่างทานอาหาร และหลังทานอาหาร 30 นาที ทั้ง 3 เวลานี้ ดื่มน้ำรวมกันทั้งหมดไม่ควรเกินครึ่งแก้ว เพราะหากดื่มน้ำมากเกินไประหว่างทานอาหารจะทำให้น้ำย่อยในกระเพาะเจือจางลง ส่งผลต่อระบบการย่อยอาหารร่างกายย่อยอาหารได้ไม่ดี

– ช่วงเวลาประมาณ 9 โมงถึง 10 โมงเช้า ควรดื่มน้ำให้ได้ 2 แก้ว ช่วงนี้เป็นช่วงที่มีของเสียเกิดขึ้น เพราะร่างกายได้ทํางานไประยะหนึ่งแล้ว ควรดื่มน้ำเพื่อมาชําระของเสียเหล่านั้นออกไป

– ตลอดทั้งวัน ดื่มน้ำทีละนิด แบบจิบทีละ 2 – 3 อึก จิบบ่อยๆ ดีกว่าการดื่มน้ำครั้งละมากๆ เพราะเป็นการเพิ่มภาระให้กับระบบย่อยอาหาร และระบบขับถ่าย

– ก่อนนอนให้ดื่มน้ำอีก 1-2 แก้ว ให้มากกว่า 250 มิลลิลิตร เพื่อให้น้ำที่ดื่มไหลเวียนชะล้างสิ่งตกค้างในลําไส้และกระเพาะอาหาร ถ้าเป็นน้ำอุ่นจะยิ่งช่วยให้หลับสบายยิ่งขึ้น

ประโยชน์ของการดื่มน้ำ

1. ช่วยบำรุงสุขภาพผิวให้ดีขึ้น เพิ่มความชุ่มชื้น ป้องกันเรื่องริ้วรอยและผิวแห้งกร้าน

2. ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้แก่ร่างกาย

3. ปรับสมดุลให้แก่ร่างกาย

4. ช่วยให้ระบบการหมุนเวียนของเลือดทำงานได้ดีขึ้น

5. ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่

6. ข้อต่อต่างๆ ในร่างกายทำงานได้ดียิ่งขึ้น

7. ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น

8. ช่วยให้อวัยวะภายในร่างกายต่างๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น หัวใจ ไต เป็นต้น

9. ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

น้ำคือสิ่งที่ร่างกายมนุษย์ต้องการมากที่สุด เป็นยารักษาโรคที่ดีที่สุด เพื่อสุขภาพที่ดียิ่งขึ้น และป้องกันโรคภัยต่างๆ เราจึงควรหันมาใส่ใจกับการดื่มน้ำให้มากยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการพักผ่อน การทานอาหาร และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอนะคะ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก Food Network Solution
ภาพประกอบจาก istockphot

Story : แพรวา คงฟัก

อาหารที่เหมาะสําหรับผู้ป่วยเบาหวาน

โรคเบาหวาน คือ ภาวะที่ไม่สมดุลของฮอร์โมนในร่างกายที่ชื่อ อินซูลิน

ซึ่งมีหน้าที่ในการนำน้ำตาลเข้าสู่เซลล์เพื่อเผาผลาญให้เป็นพลังงานในการดำเนินชีวิตของคนเรา

แต่เมื่อใดที่อินซูลินเกิดความไม่สมดุล คือ อาจจะมีน้อยไม่เพียงพอต่อความต้องการ

ทำให้พาน้ำตาลเข้าไปในเซลล์ไม่ได้จึงตกค้างอยู่ในกระแสเลือดมากเกินไปเรียกว่าการขาดอินซูลิน หรือมีมากแต่ไม่ออกฤทธิ์ตามปกติจึงเรียกว่าภาวะดื้อต่ออินซูลินเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังชนิดหนึ่งที่มีผลต่อสุขภาพของผู้ป่วยในระยะยาว

คนเป็นเบาหวานโดยทั่วไป มักจะละเลยในเรื่องของอาหารการกินและการควบคุมอาหาร รวมถึงไม่ค่อยใส่ใจกับการออกกำลังกายด้วย

โดยอาจจะคิดแค่ว่าเมื่อรับประทานยาแล้วก็คงหายเหมือนกับโรคทั่วๆ ไป ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด เพราะโรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่หายขาด

ซึ่งการใช้ยารักษาเพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถควบคุมเบาหวานได้ ดังนั้น การควบคุมอาหารและรู้จักเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมในปริมาณที่ถูกสัดส่วนกับความต้องการของร่างกาย ก็ถือเป็นวิธีหนึ่งในการรักษาและป้องกันโรคเบาหวานได้

อาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน แบ่งได้เป็น 3 ประเภทคือ

1. อาหารที่ห้ามรับประทาน

อาหารที่ผู้ป่วยเบาหวานห้ามรับประทานโดยเด็ดขาดคือ อาหารที่มีน้ำตาลสูงหรือมีรสหวานจัด ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวอย่าง น้ำตาลกลูโคส น้ำตาลฟรักโทส และน้ำตาลโมเลกุลคู่ อย่างเช่นน้ำตาลซูโครส หรือที่เรารู้จักกันดีก็คือน้ำตาลทราย

1.1 อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหรือห้ามรับประทาน ได้แก่ ลูกอม ลูกกวาด ไอศกรีม ขนมคุ้กกี้ ขนมเค้ก ช็อกโกแลต ขนมหวานทุกชนิด รวมถึงน้ำแข็งใสที่มีส่วนประกอบของกะทิและน้ำเชื่อมด้วย

1.2 ผลไม้ที่มีรสหวาน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผลไม้ไทยๆ แทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ทุเรียน ลำไย เงาะ และมะม่วงสุก ฉะนั้นผลไม้เหล่านี้ต้องระวังให้มากๆ

1.3 เครื่องดื่ม ให้ระวังน้ำอัดลมเป็นอันดับแรก เพราะถือว่าเป็นเครื่องดื่มที่ใกล้ตัวที่สุดรองลงมาจากน้ำเปล่า ถัดมาเป็นน้ำผลไม้ซึ่งส่วนมากจะมีรสหวานทั้งจากตัวผลไม้เองและจากน้ำเชื่อมที่เติมลงไป เช่น น้ำส้ม น้ำองุ่น และน้ำแอปเปิ้ล

แต่ถ้าอยากจะดื่มน้ำผลไม้ให้เลือกเป็นน้ำมะเขือเทศสดเพราะจะมีปริมาณน้ำตาลน้อยกว่าผลไม้ชนิดอื่นๆ และเครื่องดื่มที่ควรหลีกเลี่ยงอันดับต่อไปก็คือ เครื่องดื่มชูกำลังหรือน้ำเกลือแร่ต่างๆ ที่วางขายตามท้องตลาด

เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้มักจะมีส่วนประกอบของน้ำตาลเจือปนอยู่ด้วย รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จำพวกเบียร์และไวน์ด้วยเช่นกัน

หากจะห้ามของหวานกันทุกอย่างแบบนี้ ผู้ป่วยโรคเบาหวานคงไม่ได้ลิ้มรสความหวานกันเลยตลอดชีวิต แต่เราก็มีทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการความหวานอย่างปลอดภัยมาฝากกันด้วย

ซึ่งก็คือการใช้สารที่ให้ความหวานแทนน้ำตาล หรือที่เราเรียกกันว่าน้ำตาลเทียม ซึ่งมีรสหวานแต่ไม่ใช่น้ำตาล และไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดสูง ได้แก่ แอสพาร์แทม แซคคารีน หรือขัณทสกร ซูคราโลส และน้ำตาลแอลกอฮอล์ เช่น ซอร์บิทอล และแมนิทอล รับรองว่าปลอดภัยแน่นอนค่ะ

2. รับประทานได้อย่างปลอดภัยโดยไม่จำกัดจำนวนบริโภค

อาหารที่ผู้ป่วยเบาหวานสามารถรับประทานได้ไม่จำกัด ได้แก่ อาหารที่ให้พลังงานต่ำ และมีเส้นใยอาหารสูง โดยเฉพาะผักใบเขียวและผักที่มีสีเหลือง

ซึ่งจะทำให้การดูดซึมน้ำตาลช้าลง เช่น ผักคะน้า ผักบุ้งจีน ถั่วงอก ถั่วฝักยาว นอกจากนี้ยังมีอาหารที่เป็นธัญพืชด้วยซึ่งจะสามารถรับประทานได้ไม่อั้น

3. รับประทานได้อย่างปลอดภัยแต่ต้องจำกัดจำนวนบริโภค

สำหรับผู้ป่วยเบาหวานควรระมัดระวังในการรับประทานคาร์โบไฮเดรต ซึ่งได้แก่ อาหารประเภทแป้งทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น ข้าว ขนมจีน เส้นก๋วยเตี๋ยว มักโรนี หรือสปาเกตตี้

ซึ่งจะมีปัจจัยที่ต้องพิจารณาร่วมกันอยู่ 2 ประการก็คือ ปริมาณเส้นใยในอาหารและไกลซีมิคอินเดกซ์ที่ใช้วัดการดูดซึมของอาหาร กล่าวคือ ผู้ป่วยเบาหวานควรเลือกรับประทานอาหารที่มีกากใยสูงและมีการดูดซึมค่อนข้างต่ำ

หรือทำให้การดูดซึมช้าลง ได้แก่ เมล็ดธัญพืชที่ไม่ขัดขาว เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท และถั่วเมล็ดแห้ง

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญในการดูแลเรื่องของอาหารการกินสำหรับผู้ป่วยเบาหวานนั้น ต้องพึงระลึกเสมอว่าไม่มีอาหารประเภทใดที่ดีที่สุดสำหรับโรคเบาหวาน

ดังนั้น ควรรับประทานอาหารให้หลากหลายในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน และควรหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำด้วยเพียงเท่านี้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคเบาหวานก็จะดีขึ้นแล้ว

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : www.organicbook.com/health/

ข้าวทิพย์ประทาน

คุณประโยชน์

ของการรับประทานข้าวนึ่งปลอดภัย ชนิดพิเศษ

ตราทิพย์ประทาน

สารอาหาร 

1. น้ำมันรำข้าว 

  • สาร แกมมา โอไรซานอล

       (Gamma Oryzanol)

คุณประโยชน์

  • ลดใขมันคอเลสเตอรอล (LDC-C)

  • ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ

  • ยับยั้งการเติบโตของเซลล์เนื้องอกและมะเร็ง

สารอาหาร 

  •  วิตามิน เอ (Vitamin A)

คุณประโยชน์

  • สร้างภูมิต้านทานเชื้อโรค

  • ช่วยการมองเห็น

  • สุขภาพผิวดี

สารอาหาร 

  • วิตามิน บี (Vitamin B)

คุณประโยชน์

  • ช่วยเผาผลาญพลังงานได้สมบูรณ์​

  • ลดอาการปวดหัว/ไมเกรน (Migraines)

  • หลับลึก

  • ลดอาการเครียด

  • ความจำดี

สารอาหาร 

  • วิตามิน อี (Vitamin E)

คุณประโยชน์​​

  • ช่วยให้ดูอ่อนกว่าวัย

  • ป้องกันและสลายลิ่มเลือด

  • ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

สารอาหาร 

  • โอเมก้า 6 (Omega 6)

คุณประโยชน์​​

  • ควบคุมระดับฮอร์โมนในร่างกายให้ปกติ

  • ชะลอความเสื่อมของเซลล์

  • ลดอาการแทรกซ้อนต่างๆของผู้ป่วยเบาหวาน

สารอาหาร 

2. ดัชนีน้ำตาลในข้าวต่ำ (Low GI) 

คุณประโยชน์​​

ช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือดให้สมดุลย์

สนใจติดต่อ
www.itthipon2020.com
Inbox : http://bit.ly/2jVQSij
ทักไลน์ที่ : 
http://line.me/ti/p/rD6q5-CQ2D
โทร.064-796-1652

ข้าวนึ่ง คุณค่าโภชนาการสูง

ข้าว (Rice) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า
Oryza sativa L. เป็นธัญพืชที่นำเมล็ด
มาบริโภค เมื่อแบ่งตามชนิดของแป้ง
ในเมล็ดที่บริโภคจะแบ่งออกเป็น
2 ชนิด คือ ข้าวเจ้าและข้าวเหนียว
ประเทศไทยมีข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจ
ที่สำคัญและมีแหล่งที่อุดมสมบูรณ์
ในการเพาะปลูกเพื่อเป็นการบริโภค
ภายในประเทศ และส่งออกสู่ตลาด
โลก รวมทั้งข้าวยังมีคุณค่าทางด้าน
อาหาร ยารักษาโรค และประเพณี
วัฒนธรรมของคนไทย

ข้าวนึ่ง (parboiled rice) หมายถึง
ข้าวเจ้าที่ผ่านกระบวนการทำข้าว
นึ่งและขัดเอารำออกแล้ว ข้าวนึ่ง
เป็นผลิตภัณฑ์สินค้าประเภทข้าว
ของคนไทยที่แปรรูปมาจากเมล็ด
ข้าวของข้าวกล้องและข้าวขาว
ที่ต้องมีปริมาณแป้งอมิโลส
(amylose) ประกอบอยู่ด้วยมากกว่า
25% ซึ่งอมิโลส เป็นสารประกอบ
เชิงซ้อนที่เกิดจากการรวมตัวของ
กลูโคสจำนวนมากต่อกันเป็นแนว
ยาว (linear chain) โดยที่ในเมล็ด
ข้าวเจ้าจะมีส่วนประกอบของแป้ง
อมิโลส ประมาณ 20-30%

กระบวนการผลิตข้าวนึ่ง
สามารถทำการผลิตข้าวนึ่งได้ทั้ง
ระดับครัวเรือนและระดับอุตสา-
หกรรม ซึ่งกระบวนการผลิตข้าวนึ่ง
ทำได้โดยนำข้าวเปลือกไปทำ
ความสะอาด แล้วทำการแช่ลงใน
น้ำร้อนและน้ำเย็นเพื่อให้ข้าวเปลือก
มีความชื้น30-40% สารอาหารจาก
ชั้นเปลือกจะซึมเข้าไปและคงอยู่ภาย
ในเมล็ด จากนั้นจึงนำไปนึ่งหรือต้มจน
สุกซึ่งทำให้ส่วนที่เป็นแป้งภายในเมล็ด
สุกและมีการขยายตัว ข้าวที่ได้จะมีสี
เหลืองอ่อน เพื่อให้ข้าวเปลือกนึ่งเก็บ
ไว้ได้นาน และป้องกันการทำลายเชื้อ
ราก่อนนำไปขัดสีเป็นข้าวนึ่งจึงทำการ
ลดความชื้นข้าวเปลือกนึ่งให้เหลือ
12-14% อาจจะใช้วิธีตากแดดหรือ
เครื่องอบแห้งก็ได้

ข้าวนึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่า
ข้าวขาว แต่ประเทศไทยส่งออกข้าวนึ่ง
สู่ตลาดโลกมากกว่านำมาบริโภคภาย
ในประเทศ ประโยชน์ของการทำข้าวนึ่ง
ทำให้ข้าวมีคุณภาพการสีดีขึ้น ทำให้ข้าว
หักน้อยลงเมื่อนำไปสี และเพิ่มคุณค่า
ทางโภชนาการของข้าวเมื่อนำไปบริโภค

ถ้าหากทำการเปรียบเทียบระหว่างข้าวนึ่ง
กับข้าวธรรมดาจะได้ว่าข้าวนึ่งดีกว่าข้าว
ธรรมดา โดยที่ข้าวนึ่งจะกะเทาะเปลือก
ง่ายกว่า คุณภาพการสีดีกว่า เก็บได้นาน
มีวิตามินB และ E สูง หุงขึ้นหม้อ และย่อย
ง่าย แต่ข้าวนึ่งมีกลิ่นและรสไม่เป็นที่ต้อง
การของผู้บริโภคที่คุ้นเคยกับข้าวขาว
ธรรมดา รวมทั้ง ข้าวนึ่งมีต้นทุนการผลิต
สูงกว่าข้าวขาวธรรมดา ดังนั้นถ้าหากนำ
ข้าวนึ่งมาบริโภคย่อมมีประโยชน์
ต่อสุขภาพ อนาคตคนไทยอาจหันมา
นิยมบริโภคข้าวนึ่งมากขึ้น

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : http://pr.moph.go.th/

สนใจ ข้าวนึ่งทิพย์ประทาน ทักได้ที่

www.itthipon2020.com
Inbox : http://bit.ly/2jVQSij
ทักไลน์ที่ :
http://line.me/ti/p/rD6q5-CQ2D
โทร.064-796-1652

อาหารช่วยลดความอยากน้ำตาล ไม่อยากอ้วนและเสี่ยงโรค ต้องจัด!

น้ำตาลคือ หนึ่งในตัวการที่ทำให้คนเราอ้วนขึ้น และยังส่งผลเสียต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดโรคเรื้อรังต่างๆ, เป็นเหตุให้เกิดโรคกระดูกเปราะและฟันผุ และเกิดการสะสมไขมันตรงบริเวณสะโพก ต้นแขน ต้นขา และหน้าท้อง ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความอ้วนเฉพาะส่วนหรืออ้วนทั้งตัวได้นั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ เราจึงควรลดการกินน้ำตาล โดยควรกินน้ำตาลวันละแค่ 6 ช้อนชา และควรลดการกินคาร์โบไฮเดรต แต่บางครั้งการลดน้ำตาลลงหรือการงดน้ำตาลเพื่อลดความอ้วน จะทำให้เกิดความอยากน้ำตาลเพิ่มและหากยิ่งกินน้ำตาลเพิ่มไปอีก ก็จะส่งผลให้อ้วนมากขึ้นอันเนื่องจากการกินน้ำตาลในปริมาณมาก เพื่อทดแทนในช่วงที่ลดหรืองดน้ำตาลไป อย่างไรก็ตาม เราสามารถที่จะลดความอยากน้ำตาลลงได้ แม้จะอยู่ในช่วงที่ลดหรืองดน้ำตาลด้วยการกินอาหารต่างๆ เหล่านี้

อาหารที่อุดมไปด้วยโปรไบโอติก

โปรไบโอติกคือ จุลินทรีย์ชนิดหนึ่งที่ให้ผลดีต่อร่างกาย ซึ่งจะอยู่ในของกินประเภทนมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ต เมื่อกินเข้าไปโปรไบโอติกจะเข้าไปอยู่ในลำไส้ และทำการผลิตสารที่ช่วยคอยกำจัดพวกเชื้อยีสต์หรือเชื้อจุลินทรีย์ชนิดไม่ดีต่างๆ ในร่างกายของคนเรา ช่วยขจัดน้ำตาลในร่างกาย และช่วยให้ความอยากน้ำตาลลดลง นอกจากนี้โปรไบโอติกยังช่วยให้ลำไส้มีสุขภาพดีขึ้นด้วย

โปรตีน

การเลือกกินโปรตีนแทนอาหารที่มีน้ำตาล เช่น เนื้อสัตว์ ถั่ว นม ไข่ ฯลฯ จะช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลของร่างกาย เนื่องจากโปรตีนจะเข้ามาแทนที่ของน้ำตาลในระบบของร่างกายบางส่วน

ไฟเบอร์หรือเส้นใยอาหาร

มีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือเส้นใยที่ละลายน้ำได้ (soluble fiber) และเส้นใยที่ละลายน้ำไม่ได้ (insoluble fiber) ซึ่งเส้นใยที่ละลายน้ำได้ มีคุณสมบัติช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด และทำให้ความอยากน้ำตาลลดลง อีกทั้งยังช่วยลดอัตราความเสี่ยงในการป่วยเป็นโรคเบาหวานได้อีกด้วย โดยเส้ยใยที่ละลายน้ำได้ มักปนอยู่กับส่วนที่เป็นแป้งในพืช ในผักและผลไม้เกือบทุกชนิด และพืชตระกูลถั่ว (ทั้งถั่วเมล็ดและถั่วฝัก) ข้าวบาร์เลย์ รำข้าวโอ๊ต และข้าวโอ๊ตพร้อมบริโภค

ไขมันชนิดดี

เช่น ไข่ ชีส ถั่ว และปลา ฯลฯ เป็นอาหารที่มีไขมันชนิดดี การเลือกกินอาหารเหล่านี้ จะสามารถช่วยลดระดับความอยากน้ำตาลของร่างกายลงได้

เครื่องเทศและสมุนไพรต่างๆ

เช่น ขิง หรือขมิ้น ฯลฯ โดยนำมากินเป็นเครื่องเคียง หรือใช้เป็นส่วนผสมเพิ่มเติมในเมนูอาหารที่เราจะกินในมื้อนั้นๆ นอกจากจะสามารถช่วยลดความอยากน้ำตาลของร่างกายลงได้แล้ว ยังสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในกระแสเลือดลงได้อีกด้วย

บางครั้งความอยากน้ำตาล อาจเป็นสัญญาณหนึ่งที่บอกว่าร่างกายกำลังขาดน้ำ การดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอในแต่ละวัน จะช่วยลดความอยากน้ำตาลได้เช่นกัน อีกทั้งยังช่วยให้ลำไส้สามารถกำจัดแบคทีเรียชนิดไม่ดีออกไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย

ธรรมชาติบำบัด

 ธรรมชาติบำบัด 

เขียนโดย Mr.Jacob Vadakkanchary

 คือ การดูแลรักษา กาย ใจ โดยขบวนการธรรมชาติ ตั้งอยู่บนหลักว่าโรคทุกชนิด ทั้งร่างกายและจิตใจของคนเรา สามารถเยียวยารักษาตัวเองได้ ถ้าร่างกายอยู่ในสภาพสมดุลปกติ โรคร้ายต่างๆที่เกิดขึ้นจำนวนมาก เช่น มะเร็ง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดหัวใจตีบตัน ภูมิแพ้ หืดหอบ ฯลฯ เกิดจากการดำเนินชีวิตที่ผิดธรรมชาติ โดยเฉพาะคนที่อยู่ในเมืองใหญ่ๆ และ

รับประทานอาหารที่มีสารเคมีปนเปื้อน เช่น เนื้อสัตว์ที่เลี้ยงด้วยฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต ยาปฏิชีวนะ หรือ รับประทานยาหรือฉีดยาที่ทำจากสารเคมี สารเหล่านี้จะตกค้างอยู่ในร่างกายมาก หรือการใช้ชีวิตที่เครียดเกินไป หักโหมเกินไป กังวลเกินไป ออกกำลังกายไม่เพียงพอ พักผ่อนไม่เพียงพอ ดังนั้น การดูแลสุขภาพของคนเราจะเน้น เรื่องอาหาร การรับประทานอาหารที่ดีก็จะทำให้มีสุขภาพดี สุขภาพของคนขึ้นอยู่กับ พฤติกรรมของการรับประทานอาหาร Bacteria ไม่มีผลทำให้เกิดโรคต่อร่างกาย การเจ็บป่วยของคนล้วนเกิดจากอาหารที่มีสารพิษปนเปื้อนที่คนเรารับประทานเข้า ไป เรื่อง ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นเรื่องของธรรมชาติที่ต้องเรียนรู้

 ขบวนการขับสารพิษออกจากร่างกาย มี 4 ทาง คือ ทางจมูก ทางเหงื่อ ทางปัสสาวะ และ ทางอุจจาระ คนเราควรหมั่นหายใจลึกๆ จะได้อากาศบริสุทธิ์เข้าไปในปอด เพื่อนำออกซิเจนเข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกาย และควรตากแสงแดดอ่อนๆ ทั้งในตอนเช้าและตอนเย็น เพื่อดูดสารพิษออกจากร่างกาย ซึ่งเป็นวิธีดูแลรักษาสุขภาพอย่างง่ายๆ ที่คนทั่วไปสามารถปฏิบัติได้ ในเวลาที่คนมีอาการเจ็บป่วยร่างกายจะเสียสมดุล ถ้าจะแก้ไขให้สมดุลก็ต้องปรับสภาพทั้งร่างกายและจิตใจ ร่างกายมีกลไกกำจัดสารพิษอยู่ในตัวเอง เช่น เวลาไอ จาม หรือ มีผื่น วิชาธรรมชาติบำบัด อธิบายว่าไม่ใช่อาการป่วยเป็นโรค แต่ร่างกายกำลังทำความสะอาดตัวเองตามธรรมชาติ เวลามีสารพิษเข้าไปในปอด ร่างกายก็จะจาม การจามแรงๆเป็นการขับพิษออกจากร่างกาย ซึ่งธรรมชาติก็ช่วยขับพิษอยู่แล้ว การรับประทานยาแก้ไอ จะทำให้ร่างกายไม่สามารถขับสารพิษออกมาได้ การที่เราเป็นไข้ก็เป็นขบวนการทำลายเชื้อโรค เมื่อมีอาการเจ็บคอ อาการไอ ก็ให้ใช้วิธีธรรมชาติบำบัด เวลามีอาการท้องเสีย วิชาธรรมชาติบำบัดอธิบายว่า เป็นการทำความสะอาดของร่างกายครั้งใหญ่ การถ่ายให้หมดจะช่วยขจัดสารพิษออกจากร่างกาย แต่คนเราไม่เข้าใจธรรมชาติ นึกว่าท้องเสียเป็นอาการของโรค ก็เลยไปซื้อยามารับประทานให้หยุดถ่าย อาการท้องเสียหยุดทันที ทำให้อาหารปนเปื้อนสารพิษที่รับประทานเข้าไป ซึ่งร่างกายต้องการขับออก แต่เราไปรับประทานยาให้หยุดถ่าย ทำให้ร่างกายกักสารพิษเอาไว้ ซึ่งไม่ถูกต้อง วิธีที่ถูกต้องคืออย่าไปรับประทานยาให้หยุดถ่าย ถ้าเรารับประทานยาให้หยุดถ่าย พิษต่างๆก็จะซึมเข้าสู่ร่างกาย หากซึมผ่านเส้นเลือดไปที่ผิวหนังก็จะเป็นผื่น ซึมไปที่ไตก็จะเป็นโรคไต ซึมไปที่ระบบหายใจก็จะเป็นหืดหอบ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ต้องใช้ธรรมชาติบำบัดให้ขับพิษออกให้หมด
แนะนำให้รับประทานอาหารมังสวิรัติ ไม่แนะนำให้อาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ เช่น หมู ปลา ท่านบรรยายว่าถ้านำเนื้อสัตว์ไปทิ้งไว้ในตู้หลายๆวันก็จะมีกลิ่นเหม็นเน่ามี สารพิษ เหมือนกับ คนที่รับประทานเนื้อสัตว์ไปหมักหมมอยู่ในลำไส้ ร่างกายก็จะได้รับสารพิษนั้นด้วย
ในกรณีคนที่ปวดศีรษะเนื่องจากเป็นเนื้องอกที่สมอง จริงๆแล้วกลไกของร่างกายต้องการให้หยุดทำงาน หากรับประทานยาแก้ปวดศีรษะ อาการปวดบรรเทาก็ยังคงทำงานต่อไปได้ เนื้องอกก็จะลุกลามต่อไป จึงควรที่จะรักษาโดยธรรมชาติบำบัด (Health Life Style) การรับประทานยาต่างๆ เช่น Brufen, Paracetamol, Penicillin, Tetracycline ซึ่งจะมีพิษต่อตับ และไต ยาจะให้ผลดีในระยะสั้น แต่จะเกิดผลเสียในระยะยาว
ทุกวันนี้คนเราป่วยเพราะมีสารพิษตกค้างในร่างกาย การบริโภคอาหารแต่ละชนิดใช้เวลาในการย่อยไม่เหมือนกัน เช่น เนื้อสัตว์ใช้เวลาในการย่อยนานถึง 12 ชั่วโมง ขณะที่ผักดิบใช้เวลาย่อย 2 ชั่วโมง 30 นาที ส่วนน้ำผลไม้ใช้เวลาย่อยเพียง 1 ชั่วโมง
วิธีการอดอาหารเพื่อล้างพิษ เป็นทางเลือกหลักของวิชาธรรมชาติบำบัด บางคนอาจอดอาหาร 7 วัน บางคนอดอาหาร 14 วัน แต่บางคนอาจต้องอดอาหารถึง 21 วัน แล้วแต่อาการของโรค ก่อนการอดอาหารต้องเตรียมความพร้อมก่อน โดยให้รับประทานผักและผลไม้เพื่อปรับสภาพร่างกาย 3 วัน หลังจากนั้น 4 วันแรก ให้ดื่มน้ำเปล่าอย่างเดียว อีก 3 วัน ต่อมาให้ดื่มน้ำผึ้งผสมน้ำมะนาว และ 3 วันสุดท้าย ให้ดื่มน้ำผลไม้ จากนั้นค่อยๆปรับสภาพร่างกายโดยให้รับประทานผักสดและผลไม้ แล้วกลับมาใช้ชีวิตปกติตามเดิม
ในรายผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็ง อาจให้อดอาหาร 20 วัน เพื่อไม่ให้มะเร็งเจริญเติบโต ระหว่างนั้นจะให้น้ำผลไม้อ่อนๆ ให้เอาผ้าเปียกมาประคบบริเวณที่มีอาการปวดจะทำให้เลือดหมุนเวียนได้ดีขึ้น เพราะระบบภายในของผู้ป่วยโรคมะเร็งจะสูญเสียสมดุลเกือบหมด ระหว่างการรักษา หากผู้ป่วยมีอาการไข้นอนซม หมอธรรมชาติบำบัดจะรู้สึกดีใจ เพราะเป็นวิธีการที่ธรรมชาติรักษาตัวเอง อุณหภูมิในร่างกายผู้ป่วยสูงขึ้นเพื่อฆ่าเชื้อโรค Jacob บอกว่า เมื่อผู้ป่วยภาวนาจนเกิดอาการไข้สูงต้องนอนซม 4 – 5 วันนั้น เป็นการส่งสัญญาณว่าการรักษาได้ผล บางครั้งผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บคอ ปากขมไม่อยากรับประทานอาหาร เพราะร่างกายต้องการเยียวยาตัวเอง หากผู้ป่วยมีอาการเจ็บปวดบริเวณที่เป็นโรคมะเร็งก็จะใช้โคลนพอกเพื่อช่วย บำบัดอาการเจ็บปวด นอกจากนี้ยังใช้วิธีฝึกเปลี่ยนจิตของผู้ป่วยด้วยการให้ฝึกภาวนาและเปลี่ยน วิธีคิดของผู้ป่วย โดยให้คิดว่าวันนี้อาการดีขึ้น หรือ ให้ผู้ป่วยด้วยกันช่วยกันเยียวยาจิตใจ เช่น ให้พูดบอกกันว่า วันนี้อาการดูดีขึ้นนะ

  ขบวนการขับสารพิษออกจากร่างกาย มี 4 ทาง คือ ทางจมูก ทางเหงื่อ ทางปัสสาวะ และ ทางอุจจาระ คนเราควรหมั่นหายใจลึกๆ จะได้อากาศบริสุทธิ์เข้าไปในปอด เพื่อนำออกซิเจนเข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกาย และควรตากแสงแดดอ่อนๆ ทั้งในตอนเช้าและตอนเย็น เพื่อดูดสารพิษออกจากร่างกาย ซึ่งเป็นวิธีดูแลรักษาสุขภาพอย่างง่ายๆ ที่คนทั่วไปสามารถปฏิบัติได้ ในเวลาที่คนมีอาการเจ็บป่วยร่างกายจะเสียสมดุล ถ้าจะแก้ไขให้สมดุลก็ต้องปรับสภาพทั้งร่างกายและจิตใจ ร่างกายมีกลไกกำจัดสารพิษอยู่ในตัวเอง เช่น เวลาไอ จาม หรือ มีผื่น วิชาธรรมชาติบำบัด อธิบายว่าไม่ใช่อาการป่วยเป็นโรค แต่ร่างกายกำลังทำความสะอาดตัวเองตามธรรมชาติ เวลามีสารพิษเข้าไปในปอด ร่างกายก็จะจาม การจามแรงๆเป็นการขับพิษออกจากร่างกาย ซึ่งธรรมชาติก็ช่วยขับพิษอยู่แล้ว การรับประทานยาแก้ไอ จะทำให้ร่างกายไม่สามารถขับสารพิษออกมาได้ การที่เราเป็นไข้ก็เป็นขบวนการทำลายเชื้อโรค เมื่อมีอาการเจ็บคอ อาการไอ ก็ให้ใช้วิธีธรรมชาติบำบัด เวลามีอาการท้องเสีย วิชาธรรมชาติบำบัดอธิบายว่า เป็นการทำความสะอาดของร่างกายครั้งใหญ่ การถ่ายให้หมดจะช่วยขจัดสารพิษออกจากร่างกาย แต่คนเราไม่เข้าใจธรรมชาติ นึกว่าท้องเสียเป็นอาการของโรค ก็เลยไปซื้อยามารับประทานให้หยุดถ่าย อาการท้องเสียหยุดทันที ทำให้อาหารปนเปื้อนสารพิษที่รับประทานเข้าไป ซึ่งร่างกายต้องการขับออก แต่เราไปรับประทานยาให้หยุดถ่าย ทำให้ร่างกายกักสารพิษเอาไว้ ซึ่งไม่ถูกต้อง วิธีที่ถูกต้องคืออย่าไปรับประทานยาให้หยุดถ่าย ถ้าเรารับประทานยาให้หยุดถ่าย พิษต่างๆก็จะซึมเข้าสู่ร่างกาย หากซึมผ่านเส้นเลือดไปที่ผิวหนังก็จะเป็นผื่น ซึมไปที่ไตก็จะเป็นโรคไต ซึมไปที่ระบบหายใจก็จะเป็นหืดหอบ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ต้องใช้ธรรมชาติบำบัดให้ขับพิษออกให้หมด
แนะนำให้รับประทานอาหารมังสวิรัติ ไม่แนะนำให้อาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ เช่น หมู ปลา ท่านบรรยายว่าถ้านำเนื้อสัตว์ไปทิ้งไว้ในตู้หลายๆวันก็จะมีกลิ่นเหม็นเน่ามี สารพิษ เหมือนกับ คนที่รับประทานเนื้อสัตว์ไปหมักหมมอยู่ในลำไส้ ร่างกายก็จะได้รับสารพิษนั้นด้วย
ในกรณีคนที่ปวดศีรษะเนื่องจากเป็นเนื้องอกที่สมอง จริงๆแล้วกลไกของร่างกายต้องการให้หยุดทำงาน หากรับประทานยาแก้ปวดศีรษะ อาการปวดบรรเทาก็ยังคงทำงานต่อไปได้ เนื้องอกก็จะลุกลามต่อไป จึงควรที่จะรักษาโดยธรรมชาติบำบัด (Health Life Style) การรับประทานยาต่างๆ เช่น Brufen, Paracetamol, Penicillin, Tetracycline ซึ่งจะมีพิษต่อตับ และไต ยาจะให้ผลดีในระยะสั้น แต่จะเกิดผลเสียในระยะยาว
ทุกวันนี้คนเราป่วยเพราะมีสารพิษตกค้างในร่างกาย การบริโภคอาหารแต่ละชนิดใช้เวลาในการย่อยไม่เหมือนกัน เช่น เนื้อสัตว์ใช้เวลาในการย่อยนานถึง 12 ชั่วโมง ขณะที่ผักดิบใช้เวลาย่อย 2 ชั่วโมง 30 นาที ส่วนน้ำผลไม้ใช้เวลาย่อยเพียง 1 ชั่วโมง
วิธีการอดอาหารเพื่อล้างพิษ เป็นทางเลือกหลักของวิชาธรรมชาติบำบัด บางคนอาจอดอาหาร 7 วัน บางคนอดอาหาร 14 วัน แต่บางคนอาจต้องอดอาหารถึง 21 วัน แล้วแต่อาการของโรค ก่อนการอดอาหารต้องเตรียมความพร้อมก่อน โดยให้รับประทานผักและผลไม้เพื่อปรับสภาพร่างกาย 3 วัน หลังจากนั้น 4 วันแรก ให้ดื่มน้ำเปล่าอย่างเดียว อีก 3 วัน ต่อมาให้ดื่มน้ำผึ้งผสมน้ำมะนาว และ 3 วันสุดท้าย ให้ดื่มน้ำผลไม้ จากนั้นค่อยๆปรับสภาพร่างกายโดยให้รับประทานผักสดและผลไม้ แล้วกลับมาใช้ชีวิตปกติตามเดิม
ในรายผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็ง อาจให้อดอาหาร 20 วัน เพื่อไม่ให้มะเร็งเจริญเติบโต ระหว่างนั้นจะให้น้ำผลไม้อ่อนๆ ให้เอาผ้าเปียกมาประคบบริเวณที่มีอาการปวดจะทำให้เลือดหมุนเวียนได้ดีขึ้น เพราะระบบภายในของผู้ป่วยโรคมะเร็งจะสูญเสียสมดุลเกือบหมด ระหว่างการรักษา หากผู้ป่วยมีอาการไข้นอนซม หมอธรรมชาติบำบัดจะรู้สึกดีใจ เพราะเป็นวิธีการที่ธรรมชาติรักษาตัวเอง อุณหภูมิในร่างกายผู้ป่วยสูงขึ้นเพื่อฆ่าเชื้อโรค Jacob บอกว่า เมื่อผู้ป่วยภาวนาจนเกิดอาการไข้สูงต้องนอนซม 4 – 5 วันนั้น เป็นการส่งสัญญาณว่าการรักษาได้ผล บางครั้งผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บคอ ปากขมไม่อยากรับประทานอาหาร เพราะร่างกายต้องการเยียวยาตัวเอง หากผู้ป่วยมีอาการเจ็บปวดบริเวณที่เป็นโรคมะเร็งก็จะใช้โคลนพอกเพื่อช่วย บำบัดอาการเจ็บปวด นอกจากนี้ยังใช้วิธีฝึกเปลี่ยนจิตของผู้ป่วยด้วยการให้ฝึกภาวนาและเปลี่ยน วิธีคิดของผู้ป่วย โดยให้คิดว่าวันนี้อาการดีขึ้น หรือ ให้ผู้ป่วยด้วยกันช่วยกันเยียวยาจิตใจ เช่น ให้พูดบอกกันว่า วันนี้อาการดูดีขึ้นนะ

 ขอขอบคุณข้อมูลจาก  

    ที่มา : การบรรยาย เรื่อง “ธรรมชาติบำบัด”
โดย Mr.Jacob Vadakkanchary
วันจันทร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2546 เวลา 13.00–16.00 น.
ณ ห้องประชุมเบญจกูล สถาบันการแพทย์แผนไทย
กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

เลิกก้มหน้า หันมาดูสุขภาพบ้าง

ถึงเวลาที่เราต้องหันมาดูแลสุภาพแล้วน่ะ
ข้าวออลเลิฟ  Allove  หรือ   ข้าวน้ำตาลต่ำ
(Low Gi) เป็นข้าวนวัตกรรมใหม่ เหมาะสำหรับ
คนรักสุขภาพ ทุกเพศ ทุกวัย รวมทั้งผู้มีปัญหา
สุขภาพ เช่น เบาหวาน ความดัน เส้นเลือดตีบ
เหน็บชา สะเก็ดเงิน ริดสีดวง เป็นต้น
เพราะอุดมไปด้วยวิตามินต่างๆ  จากน้ำมัน
รำข้าวและจมูกข้าว

สนใจติดต่อ
www.itthipon2020.com
Inbox : http://bit.ly/2jVQSij
ทักไลน์ที่ : 
http://line.me/ti/p/rD6q5-CQ2D
โทร.064-796-1652

การควบคุมอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

 

ผู้ป่วยเบาหวานจำเป็นต้องเรียนรู้ในการปรับการรับประทานอาหารให้เหมาะสม ดังข้อแนะนำต่อไปนี้

อาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวานแบ่งง่ายๆ ออกเป็น 3 ประเภท คือ

ประเภทที่ 1 อาหารที่ห้ามรับประทาน

ได้แก่ น้ำตาลและขนมหวาน เช่น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง สังขยา ลอดช่อง อาหารเชื่อม เค้ก ช็อกโกแลต ไอศครีม และขนมหวานอื่นๆ

เครื่องดื่มที่ห้ามรับประทาน

เครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลม น้ำเขียว น้ำแดง โอเลี้ยง เครื่องดื่มชูกำลัง นมข้นหวาน น้ำเกลือแร่ น้ำผลไม้ ซึ่งมีน้ำตาลประมาณ 8-15% เป็นส่วนใหญ่ ยกเว้นน้ำมะเขือเทศ มีน้ำตาลประมาณ 1% ควรดื่มน้ำเปล่า หรือน้ำชาไม่ใส่น้ำตาล ถ้าดื่มกาแฟ ควรดื่มกาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล นมข้นหวาน หรือครีมเทียม (ซึ่งประกอบด้วยน้ำตาลกลูโคส 58% น้ำมันปาล์ม 33%) ควรใส่นมจืดพร่องมันเนย สำหรับนมเปรี้ยวส่วนใหญ่ไม่ใช่นมพร่องไขมัน และมีน้ำตาลอยู่ประมาณ 15% เป็นส่วนใหญ่ ส่วนนมถั่วเหลืองมีน้ำตาลน้อยกว่าประมาณ 5-6% ถ้าน้ำอัดลม ควรดื่มน้ำอัดลมที่ใส่น้ำตาลเทียม เช่น เป๊ปซี่แม็กซ์ โค้กซีโร่ โค้กไลท์ เป็นต้น

น้ำตาลเทียม น้ำตาลเทียมที่มีอยู่ในปัจจุบันมี 3 ประเภท คือ

1. แอสปาแทม จำหน่ายแบบเม็ดและแบบซอง แอสปาแทมเป็นสารอาหาร คือ กรดอะมิโนเอซิด (amino acid) มีสารอาหารต่ำ ใน 1 เม็ดมี 2 กิโลแคลอรี่ ใน 1 ซอง มี 4 กิโลแคลอรี่ จึงรับประทานได้ แต่ไม่มากจนเกินไป ซึ่งเป็นส่วนผสมของน้ำอัดลมที่ไม่มีน้ำตาล สำหรับคำเตือนข้างกล่องน้ำตาลเทียมและกระป๋องน้ำอัดลม ว่าห้ามใช้ในผู้ป่วยที่เป็นฟีนิลคีโตนยูเรีย (phenylketonuria) โรคนี้พบน้อยในเมืองไทย และถ้าเป็นโรคนี้จะได้รับการวินิจฉัยโรคตั้งแต่เด็ก

2.แซคคารีน (saccharin) หรือขัณฑสกร ชื่อทางการค้าว่า สวีทแอนด์โลว์ (sweet and low) ไม่มีสารอาหาร มีการศึกษาว่าทำให้เกิดโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะในหนู แต่ต้องใช้ปริมาณสูงมาก ในคนยังไม่มีหลักฐานว่าจะทำให้เกิดโรคมะเร็ง

3.น้ำตาลฟรุคโตส หรือซอร์บิทอล เป็นน้ำตาลที่ผสมอยู่ในช็อกโกแลตเบาหวาน แยมเบาหวาน เป็นต้น หรือจำหน่ายเป็นผงในกระป๋อง น้ำตาลชนิดนี้เป็นน้ำตาลจากผลไม้มีสารอาหารเท่ากับน้ำตาล ไม่ควรรับประทานน้ำตาลเทียมชนิดนี้ เพราะอาจเข้าใจผิดว่าไม่มีสารอาหาร และส่วนใหญ่ผู้ป่วยเบาหวานรับประทานผลไม้อยู่แล้ว

4.อะซิซัลเฟม เค เป็นส่วนประกอบในน้ำอัดลมที่ไม่มีน้ำตาล

 

ประเภทที่ 2 อาหารที่รับประทานได้ไม่จำกัดจำนวน

ได้แก่ ผักใบเขียวทุกชนิด เช่น ผักกาด ผักคะน้า ถั่วฝักยาว ผักบุ้ง ถั่วงอก ทำเป็นอาหาร ตัวอย่างเช่น ต้มจืด ยำ สลัด ผัดผัก เป็นต้น อาหารเหล่านี้มีสารอาหารต่ำ นอกจากนั้นยังมีกากใยอาหารที่เรียกว่า ไฟเบอร์ ซึ่งทำให้การดูดซึมน้ำตาลช้าลง

 

ประเภทที่ 3 อาหารที่รับประทานได้แต่ต้องเลือกชนิด หรือจำกัดจำนวน

ได้แก่ อาหารพวกแป้ง (คาร์โบไฮเดรต) ปัจจุบันอาหารพวกแป้งนั้นไม่จำกัดจำนวน ถ้าผู้ป่วยไม่อ้วนมาก เนื่องจากลดอาหารจำพวกแป้ง ทำให้ต้องเพิ่มอาหารจำพวกไขมัน ซึ่งอาจเป็นผลทำให้ระดับไขมันสูง และเพิ่มเนื้อสัตว์ทำให้หน้าที่ของไตเสียเร็วขึ้นในผู้ป่วยที่มีโรคไตร่วมด้วย ผลไม้นั้นต้องจำกัดจำนวน ควรรับประทานพร้อมกับอาหารครั้งละ 1 ส่วน

เนื่องจากอาหารกลุ่มพวกแป้งหลีกเลี่ยงได้ยาก โดยเฉพาะอาหารไทย ดังนั้น จึงควรเลือกรับประทานอาหารคาร์โบไฮเดรตที่มีคุณภาพ โดยคำนึงถึงปัจจัย 2 อย่าง คือ

  • ปริมาณไฟเบอร์ (เส้นใยอาหาร)
  • ไกลซีมิค อินเด็กซ์ (glycemic index)

 

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก

Cr :  https://www.bangkokpattayahospital.com

โรคอ้วน เบาหวาน ความดัน ปัญหาของใครหลายๆคน

 

ทำไมลดอาหารแล้ว…น้ำหนักไม่                  ยอมลดลงด้วย…???

          เนื่องจากเราได้รับน้ำตาลมาจากข้าวที่เราทานทุกวัน  ข้าวขาวทั่วไปปริมาณน้ำตาลสูงถึง 60-80%  ทำให้เราควบคุมอาหารแล้ว น้ำหนักก็ยังไม่ลดลง

แต่ข้าวออลเลิฟ Allove ช่วยท่านได้  เพราะมีค่าดัชนีการเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาล  เพียงแค่ 23.42% เท่านั้น  จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ เช่น อ้วน เบาหวาน  ความดัน เหน็บชา สะเก็ดเงิน ไต ริดสีดวง

สนใจสั่งซื้อ ทักกันได้ที่                                                                           www.itthipon2020.com

Inbox : http://bit.ly/2jVQSij
ทักไลน์ที่ :
http://line.me/ti/p/rD6q5-CQ2D
โทร.064-796-1652

ผงซักฟอกนาโน ฟิน

ผงซักฟอกนาโน ฟิน

🔊ประสิทธิภาพดีเยี่ยม

✔✔แช่ผ้าทิ้งไว้ 2-3 ยังไม่มีกลิ่นอับเลย💯💯

🚩ผงซักฟอกนาโนฟิน ช่วยประหยัดน้ำในการซัก

🚩ผงซักฟอกนาโนฟิน ซักได้สะอาด ลึกถึงเส้นใย

🚩ผงซักฟอกนาโนฟิน ขจัดคราบต่างๆ ที่ซักออกยาก

🚩ผงซักฟอกนาโนฟิน กลิ่นหอม น่าใช้

เพิ่มพลังขจัดคราบด้วย เม็ดบลีช
พลัส ช่วยให้ผ้าขาว ยิ่งขาวสะอาด
ผ้าสี ยิ่งสีสดใส ไร้กลิ่นอับแม้ตาก
ในร่มทำความสะอาดลึกถึงใยผ้า
แม้แต่ คราบฝังแน่นที่ซักออกยาก
คราบซอส ซีอิ๊วดำ น้ำปลา คราบ
น้ำมัน ฯลฯ

สนใจสั่งซื้อ ทักกันได้ที่
Inbox : http://bit.ly/2jVQSij
ทักไลน์ที่ : 
http://line.me/ti/p/rD6q5-CQ2D
โทร.064-796-1652

 

เปรียบเทียบค่าgiของข้าวต่างๆ

วิธีการหุงข้าว สำหรับคนเป็นเบาหวาน ความดัน ไต ชาปลายมือ-เท้า ลดไขมันในเลือด โรคหัวใจ หลอดเลือดตีบตัน อ้วน และคนรักสุขภาพทั่วๆไป

 

-ผสมข้าว Alllove ในอัตราส่วน 1 กิโลกรัม  ต่อ ข้าวสารทั่วไป 3 กิโลกรัม

ราคาถุงละ 220 บาท

หมายเหตุ : ราคาพิเศษถ้าสั่งซื้อครั้งละ 20 กิโลกรัม

สนใจสั่งซื้อ ทักกันได้ที่
Inbox : http://bit.ly/2jVQSij
ทักไลน์ที่ : 
http://line.me/ti/p/rD6q5-CQ2D
โทร.064-796-1652

ลดรอยตีนกา ง่ายๆด้วยวิธีธรรมชาติ

ลดรอยตีนกา ง่ายๆด้วยวิธีธรรมชาติ

รอยตีนกา (Crow’s Feet) หรือ ริ้วรอยเหี่ยวย่น หลักฐานที่บ่งบอกถึงอายุของสาวๆ เป็นผลมาจากกระบวนการเสื่อมชราของร่างกาย ที่ถือเป็นปัญหาความงามที่สำคัญ มากที่สุดอีกอย่าง

สำหรับสาวๆที่กำลังมองหาวิธีจัดการปัญหาริ้วรอยบนใบหน้า เบ็ดเตล็ดไอเดียขอแนะนำสูตรลดรอยตีนกา ริ้วรอยเหี่ยวย่น รวมไปถึงปัญหาการตกกระ ด้วยวิธีธรรมชาติ ที่คุณก็สามารถทำเองได้ดังต่อไปนี้

สิ่งที่ต้องเตรียม 

1. น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ

2. น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา

3. แป้งหมี่ 1 ช้อนโต๊ะ

4. ไข่แดง 1 ฟอง

วิธีทำ เพียงแค่นำส่วนผสมทั้งหมดมาผสมให้เข้ากัน จนได้เนื้อครีมที่พอดีกับการทาใบหน้า หากเหลวเกินใบให้ค่อยๆทยอยเติมแป้งหมี่ลงไปเล็กน้อยๆ

วิธีใช้ เมื่อได้แล้วก็นำส่วนผสมมาพอกให้ทั่วใบหน้า จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ภายใน 1 เดือนคุณจะเห็นได้ถึงความ แตกต่าง

ข้อมูลจาก bedtaledidea

Cr. ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก  http://newshealth-dd.blogspot.com

แคทําแบบนี้กับนิ้ว ก็สามารถแกอาการ ปวดหัว เวียนหัว ได้แบบง่ายๆ

แคทําแบบนี้กับนิ้ว ก็สามารถแกอาการ ปวดหัว เวียนหัว ได้แบบง่ายๆ

 

• ใจสั่น กระเพาะอาหารไมดี

ใหขูดเบาๆทีนิ้วโปงนิ้วโปงสอดคลองกับหัวใจ ปอด เมื่อมีอาการใจสั่น, แนนหนาอก ฯลฯ สามารถใชนิ้วอีกขาง บีบที่โคนนิ้วโปงแลวปลอยออก ปอดที่ไมดีจะสงผลกระทบตอการทํางาน
ของมามและกระเพาะอาหาร ดังนั้นคนที่มามและกระเพาะอาหารไมดีสามารถทําแบบนี้ได

• ทองอืด

ใหขูดเบาๆที่นิ้วชี้ นิ้วชี้จะสอดคลองกับลําไสใหญและกระเพาะอาหาร คนที่มีอาการทองผูก อาการทองเสีย คุณควรจะขูดเสนที่นิ้วชี้

• เมารถนอนไมหลับ

ใหขูดเบาๆที่นิ้วกลางกอนจะขึ้นรถ หรือมีอาการรูสึกเมารถ ใหขูดเบาๆที่นิ้วกลาง นอกจากนี้คนที่นอนหลับยาก มีปญหาเยื่อหุมหัวใจ ก็สามารถใชวิธีนี้ได้

• ไมเกรน, ปวดคอ

ใหขูดเบาๆที่นิ้วนางคนที่ปวดคอเปนไมเกรนบอย แสดงวาการไหลเวียนของเลือดไมดีใหขูดเบาๆที่นิ้วนางได้

• ผมรวง

ใหขูดเบาๆที่นิ้วกอยคนที่ที่ผมรวงบอย การดูดซึมในลําไสเล็กไมดีใหขูดเบาๆที่นิ้วกอย

• สุขภาพทั่วไป

ตบฝามือเบา ๆมีจุดจํานวนมากบนฝามือ หากตองการที่จะมีสุขภาพทั่วไปที่ดีใหตบเบา ๆที่ฝามือ

• ปวดหลังปวดเอว ตบหลังฝามือเบา ๆ

การแพทยแผนจีนแบบดั้งเดิมกลาววา เทาหรือฝามือกับอวัยวะตาง ๆ ของรางกายจะสอดคลองกัน เพราะฉะนั้นคนที่ปวดเอวปวดหลังบอยใหนวดที่หลังมือบอยๆ วิธีการทําคือใชฝามีอีกขางตบเบาๆที่หลังมืออีกขาง สลับกันตีเบาๆรีบแชรออกไป ใหทุกคนไดมีสุขภาพที่ดียิ่งขึ้นกัน

ข้อมูลดีๆจาก liekr

Cr. ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://newshealth-dd.blogspot.com/2015/09/blog-post_29.html

http://www.itthipon2020.com/

 

แกงเหลือง อาหารภูมิปัญญาของชาวภาคใต้ ฆ่าเซลล์มะเร็งเพิ่ม 15 เท่า

อาหารไทยหลายชนิดเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะเครื่องแกงต่าง ๆ ที่อุดมไปด้วยสมุนไพรไทยตามตำรับยา ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งได้ อย่าง แกงเหลือง อาหารภูมิปัญญาของชาวภาคใต้ สามารถทำให้เซลล์มะเร็งตายแบบธรรมชาติ

ดร.สมศรี เจริญเกียรติกุล นักวิชาการจากสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ทำการทดลองสารสกัดของน้ำพริกแกง 4 ชนิด ได้แก่ น้ำพริกแกงป่า แกงเลียง แกงส้ม และน้ำต้มยำ นำมาเลี้ยงเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว พบว่า น้ำแกงป่า น้ำแกงเลียง และน้ำแกงส้ม มีศักยภาพให้เซลล์มะเร็งตายแบบธรรมชาติ ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อเซลล์อื่นในร่างกาย ได้มากถึง 45% ขณะที่ แกงเหลือง ทำให้เซลล์มะเร็งตายแบบธรรมชาติเพิ่มขึ้นอีก 15 เท่า ดีกว่าการใช้ยาถึง 2 เท่า

งานวิจัยนี้สรุปได้ว่า การบริโภคอาหารไทย อย่าง แกงเลียงกุ้งสด ห่อหมกใบยอ ไก่ผัดเม็ดมะม่วง ข้าวสวย หรือข้าวเหนียว ส้มตำใส่แครอท ไก่ทอดสมุนไพร ต้มยำ มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อมะเร็ง ซึ่งสอดรับกับงานวิจัยระดับโลกที่ว่า อาหารการกินเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนห่างไกลมะเร็งได้

ที่มา…ครอบครัวข่าว3

http://www.itthipon2020.com/

 

 

ระดับน้ำตาลในเลือด (FBS)

ค่าทางห้องปฏิบัติการ : Fasting blood sugar; FBS

ชื่ออื่นๆ : Blood sugar, Fasting blood glucose (FBG), Fasting plasma  glucose( FPG), Blood glucose

 

ค่าทางห้องปฏิบัติการนี้คืออะไร
การตรวจ Fasting blood sugar (FBS) คือ การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหลังจากอดอาหาร 8 ชม. [โดยสามารถดื่มน้ำได้ตามปกติ] เพื่อใช้ในการคัดกรอง และวินิจฉัยผู้ที่มีอาการแสดงหรือมีปัจจัยเสี่ยงเป็นเบาหวาน นอกจากนั้นใช้ติดตามระดับน้ำตาลในเลือด เพื่อประเมินผลการรักษา และตรวจป้องกันระดับน้ำตาลในเลือดสูง [hyperglycemia] หรือระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ [hypoglycemia] เกินไปในผู้ป่วยเบาหวาน

การตรวจ FBS สำคัญอย่างไรผู้ชายเวียนศีรษะ
การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร 8 ชม. (FBS) เป็นการบอกระดับน้ำตาลที่อยู่ในเลือดโดยปกติแล้ว หลังจากการรับประทานอาหาร ร่างกายจะดูดซึมที่ลำไส้เล็กและนำไปใช้ทั่วร่างกาย โดยน้ำตาลกลูโคส (glucose) เป็นแหล่งพลังงานแรกที่ร่างกายนำไปใช้ โดยเฉพาะอวัยวะสำคัญคือ ระบบสมองและระบบประสาท ซึ่งฮอร์โมนที่เป็นตัวนำ น้ำตาลไปให้ร่างกายใช้เป็นพลังงานได้นั้นคือ ฮอร์โมนอินซูลิน แต่หากร่างกายขาดฮอร์โมนอินซูลินนี้หรือดื้อต่ออินซูลิน (insulin resistance) ซึ่งพบในผู้ป่วยเบาหวาน จะทำให้น้ำตาลอยู่ในกระแสเลือด ไม่สามารถนำไปให้อวัยวะต่างๆในร่างกายใช้ได้ ซึ่งการมีระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงเป็นเวลานาน ทำให้ส่งผลต่อโรคแทรกซ้อน เช่น ตาเสื่อม ไตเสื่อม โรคหลอดเลือดหัวใจ และระบบประสาทเสื่อมตามมา หากร่างกายมีระดับน้ำตาลต่ำมาก สามารถอันตรายต่อสมองและระบบประสาทถูกทำลาย และอาจมีผลต่อชีวิตได้ ดังนั้นการตรวจวัดระดับน้ำตาลด้วยวิธีนี้ จึงสามารถบอกถึงระดับน้ำตาลที่ถูกต้องในช่วงเวลานั้นๆได้ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาต่างๆได้ทันท่วงที
ตรวจบ่อยแค่ไหน
การตรวจ FBS นี้ใช้ตรวจคัดกรองผู้ที่มีความเสี่ยงการเป็นเบาหวาน เนื่องจากภาวะโรคนี้อาจจะไม่แสดงอาการให้เห็นเด่นชัด หรืออาจไม่แสดงอาการของโรคให้ทราบก่อน (asymptomatic) สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นเบาหวาน เช่น มีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน น้ำหนักเกินหรืออ้วน (BMI≥25 kg/m²) และอายุ 45 ปีขึ้นไป เป็นต้น ควรตรวจประจำปี รวมถึงผู้ที่แสดงอาการน้ำตาลในเลือดสูง หรือน้ำตาลในเลือดต่ำ  [สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซด์ yaandyou หัวข้อ “รอบรู้เรื่องโรค เบาหวาน” ]

หากผลการตรวจปกติ น้อยกว่า 100 mg/dL (หน่วยมิลลิกรัมต่อเดซิลิตร) ให้ตรวจอย่างน้อยทุกๆ 3 ปี หรือตามดุลยพินิจของแพทย์ หรือหากพบมีความเสี่ยงเป็นเบาหวาน (prediabetes) ให้ตรวจทุกๆ 1 ปี
ค่า FBS แปลผลอย่างไร

 

ผู้ที่ตรวจ FBS เพื่อการคัดกรองเบาหวาน

ค่าปกติ     ผู้ไม่เป็นเบาหวาน =      น้อยกว่า 100 mg/dL
ผู้มีความเสี่ยงเป็นเบาหวาน =      100 ถึง 125 mg/dL
ผู้เป็นเบาหวาน =      มากกว่าหรือเท่ากับ 126 mg/dL

 

สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน ค่าเป้าหมาย FBSในการรักษา
ช่วงระหว่าง  70 ถึง 130 mg/dL

ค่าผิดปกติ

1.  ค่าน้อยกว่าปกติ คือ น้อยกว่าหรือเท่ากับ 60 mg/dL

คือภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ (hypoglycemia) อาจแสดงอาการหรือไม่แสดงอาการได้ แต่อันตรายต่ออวัยวะต่างๆ ของร่างกายโดยเฉพาะสมองและระบบประสาทและอาจถึงชีวิตได้ หากแสดงอาการ เช่น เหงื่อออก (Sweating), หิว, ตัวสั่น (Trembling), วิตกกังวล (Anxiety), สับสน (Confusion), ตาพร่ามัว (Blurred Vision) และหากระดับน้ำตาลในเลือดต่ำมาก อาจจะเป็นลม (fainting) และหมดสติได้ (unconsciousness)
สามารถเกิดมาจากสาเหตุดังนี้

  • อาจเกิดสภาวะ Insulinoma เกิดจากการผลิตอินซูลินออกมามากเองโดยอัตโนมัติ
  • อาจเกิดสภาวะ Hypothyroidism ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไป ทำให้เกิดการเผาผลาญกลูโคสได้มากเกินไปจนทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำตลอดเวลา
  • อาจเกิดจากมีภาวะโรคตับ โรคไต โรคหัวใจ หรือติดเชื้อ อย่างรุนแรง (Critical illnesses)
  • อาจเกิดจากการได้รับยาอินซูลินมากเกินขนาด ให้พิจารณาว่าฉีดอินซูลินผิดขนาดหรือไม่ หรือเป็นช่วงที่ได้รับการปรับเปลี่ยนขนาดยาอินซูลินมากขึ้นจากแพทย์ แม้ว่าจะรับประทานอาหารในปริมาณตามปกติก็ตาม ให้พิจารณาปรึกษาแพทย์เพื่อปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมต่อไป
  • อาจเกิดจากการ อดอาหาร หรือรับประทานอาหารน้อยลงกว่าเดิม
  • อาจเกิดจากการได้รับยาลดระดับน้ำตาลเกิดขนาดที่แพทย์สั่ง หรือรับประทานร่วมกับยา หรือสมุนไพรบางชนิด หรือแอลกอฮอล์ร่วมด้วย ดังนั้นหากได้รับยาหรือสมุนไพรหรือวิตามินที่จำเป็นอื่นๆเพิ่ม ให้พิจารณาแจ้งแพทย์ผู้รักษาก่อนรับประทานเสมอ เพื่อใช้ในการประเมินการปรับเปลี่ยนขนาดและชนิดการรักษาโรคเบาหวานให้เหมาะสมต่อไป

การจัดการ

  • บรรเทาอาการของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ สำหรับผู้ที่มีอาการแสดงและมีสติรับรู้ได้ คือ จิบน้ำหวานผสมน้ำ ค่อยๆจิบจนอาการดีขึ้น หรือ อมลูกอม ซึ่งในผู้ป่วยเบาหวานควรพกลูกอมไว้ติดตัว เพื่อป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ แต่หากเป็นบ่อยต้องแจ้งแพทย์เพื่อหาสาเหตุต่อไป
  • แต่สำหรับผู้ป่วยไม่มีสติ หรือแสดงอาการรุนแรง ผู้ดูแลต้องรีบพาส่งโรงพยาบาลโดยด่วน พร้อมนำยาที่ผู้ป่วยได้รับไปด้วยทั้งหมดเพื่อเป็นการดูแลผู้ป่วยต่อเนื่องต่อไป
  • หาสาเหตุ พร้อมทั้งจัดการสาเหตุตามข้างต้น หากไม่ดีขึ้นให้พบแพทย์ของหวาน

2.  ค่ามากกว่าปกติ

2.1    สำหรับผู้ที่ตรวจคัดกรองครั้งแรก

2.1.1    ค่าช่วง 100 ถึง 125 mg/dL

  • แสดงโอกาสมีความเสี่ยงการเป็นเบาหวานในอนาคต

การจัดการ

    • ลดน้ำหนักด้วยวิธีที่เหมาะสม เพิ่มการทำกิจกรรมต่างๆ อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน   5 ครั้งต่อสัปดาห์ เช่น การออกกำลังกาย การเดินเร็ว ซึ่งควรเป็นกิจกรรมที่เหมาะสมในแต่ละบุคคล
    • ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร โดยลดอาหาร ประเภทให้พลังงาน เช่น คาร์โบไฮเดรต [ข้าว ขนมปัง ก๋วยเตี๋ยว ขนมหวาน น้ำตาล แอลกอฮอล์], อาหารไขมัน [กะทิ นม เนย ไขมันสัตว์ ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่] เป็นต้น
    • ปรึกษาแพทย์ผู้รักษาเพื่อพิจารณาแนวทางการรักษา และเพื่อตรวจติดตามอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งต่อไป

2.1.2    ค่าช่วงมากกว่าหรือเท่ากับ 126 mg/dL

สามารถเกิดมาจากสาเหตุดังนี้

  • มีภาวะเป็นเบาหวาน [ค่าดังกล่าวจะมีการตรวจยืนยันผลด้วยการวัดมากกว่า 1 ครั้ง หรือการตรวจ HbA1c (Hemoglobin A1c) ร่วมด้วย เพื่อยืนยันผลการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์เสมอ] อาจแสดงอาการของโรคหรือไม่ก็ได้ เช่น หิวน้ำมาก และปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ เหนื่อยง่าย ตาพร่ามัว ปวดหัว หากมีแผลเปิดพบว่าแผลหายช้าผลไม้ต่างๆ
  • อาจเกิดจากความเครียด ภาวะอารมณ์มีบทบาทในการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำตาลในร่างกาย
  • อาจเกิดจากภาวะโรค (acute stress) การติดเชื้อ หรือผ่าตัด มีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาหลายๆชั่วโมง
  • ภาวะไทรอยด์สูง, โรคไตเรื้อรัง, ตับอ่อนอักเสบ (pancreatitis), Cushing’s syndrome, acromegaly
  • ยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์ เป็นต้น ดังนั้นหากท่านได้รับยา หรือสมุนไพรใดๆอยู่ ให้แจ้งแพทย์ให้ทราบทุกครั้ง

การจัดการ

  • สอบถามหรือพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พร้อมแจ้งสาเหตุที่คาดว่าเป็นสาเหตุของท่านให้แพทย์ทราบด้วย เพื่อทำการวินิจฉัยและทำการรักษาให้เหมาะสมต่อไป

2.2    สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน

  • ค่าช่วงมากกว่า 130 mg/dL
    •  อาจแสดงอาการของโรคหรือไม่ก็ได้ เช่น หิวน้ำมาก และปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ เหนื่อยง่าย ตาพร่ามัว ปวดหัว หากมีแผลเปิดพบว่าแผลหายช้า

การจัดการ

      • ลดน้ำหนักด้วยวิธีที่เหมาะสม เพิ่มการทำกิจกรรมต่างๆ อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 5 ครั้งต่อสัปดาห์ เช่น การออกกำลังกาย การเดินเร็ว ซึ่งควรเป็นกิจกรรมที่เหมาะสมในแต่ละบุคคล
      • และ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร โดยลดอาหาร ประเภทให้พลังงาน เช่น คาร์โบไฮเดรต [ข้าว ขนมปัง ก๋วยเตี๋ยว ขนมหวาน น้ำตาล แอลกอฮอล์], อาหารไขมัน [กะทิ นม เนย รถพยาบาลไขมันสัตว์ ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่] เป็นต้น
      • และ รับประทานยาตามแพทย์สั่ง และพบแพทย์ตามนัด ทุก 3 หรือ 6 เดือน ตามที่แพทย์แจ้ง เพื่อปรับเปลี่ยนแนวทางการรักษาให้เหมาะสม
      • ปรึกษาแพทย์ต่อเนื่องเพื่อปรับเปลี่ยนการรักษาที่เหมาะสม และตรวจร่างกายเพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อน เช่น ตา, ไต, หัวใจ, ระบบประสาท
    • หากในรายที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงมาก เช่น มากกว่า 250 mg/dL (Diabetic Ketoacidosis; DKA) อาจแสดงอาการ ปัสสาวะบ่อย ปากแห้งผิวแห้ง เหนื่อยง่าย คลื่นไส้อาเจียนโดยเฉพาะการอาเจียนติดต่อกันมากกว่า 2 ชม. หรือปวดท้อง หายใจสั้นและถี่ กลิ่นลมหายใจเป็นผลไม้ (Fruity odor on breath)  สับสน และอาจหมดสติ ซึ่งอันตรายถึงชีวิตได้ การจัดการ
      • ให้รีบไปพบแพทย์โดยด่วนที่สุด

ข้อควรทราบ

  1. หากมีข้อสงสัย ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร และสามารถอ่านข้อมูลเรื่องโรคเบาหวานเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซด์ yaandyou นี้ที่ หัวข้อ “รอบรู้เรื่องโรค เบาหวาน”
  2. การตรวจวินิจฉัยโรคเบาหวานนั้น อาจจะตรวจด้วยการวัด Hb A1c (Hemoglobin A1c) เท่านั้นหรือ ร่วมกับการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร 8 ชั่วโมง (FBS) ก็ได้ขึ้นกับดุลพินิจจากแพทย์
  3. การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร 8 ชั่วโมง (FBS) สามารถบ่งบอกถึงระดับน้ำตาลในช่วงขณะนั้น แต่ไม่สามารถประเมินผลการรักษาในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาได้ ดังนั้นอาจจะไม่ทราบถึงสภาวะของโรคในระยะยาวที่ผ่านมาของท่านที่ชัดเจนนัก ดังนั้นการตรวจ HbA1c ยังสำคัญกับผู้ป่วยเบาหวานเสมอ
  4. ภาวะระดับน้ำตาลในเลือดสูง และ ภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งทั้งสองอาการนั้นหากรุนแรง ผู้ป่วยจะไม่สามารถรู้ตัวเองได้ หรือหมดสติ ดังนั้นนอกจากผู้ป่วยต้องทราบแล้ว ผู้ดูแลเป็นส่วนที่สำคัญที่ต้องทราบด้วยเช่นกัน เพื่อทำการดูแลจัดการได้ทันท่วงที

เอกสารอ้างอิง

  1. American Diabetes Association. Diagnosis and classification of diabetes mellitus. Diabetes Care 2012;35(Suppl 1):S64–S71.
  2. Hypoglycemia (Low blood glucose) and ketoacidosis. Living With Diabetes. American Diabetes Association?. 2012.
  3. Smeeks FC., Emergent Management of Acute Symptoms of Hypoglycemia. Medscape Reference Online. Jun 20, 2011. Available from http://emedicine.medscape.com/article/767359-overview#a1.
  4. Cryer PE., et al. Hypoglycemia in Diabetes. Diabetes Care 26:1902–1912, 2003. Available from http://care.diabetesjournals.org/content/26/6/1902.full.pdf.
  5. Cryer PE., ed al. Evaluation and Management of Adult Hypoglycemic Disorders: An Endocrine Society Clinical Practice Guideline. J Clin Endocrinol Metab, 2009, 94(3): 709-28. Available from http://www.endo-society.org/guidelines/final/upload/FINAL-Standalone-Hypo-Guideline.pdf.
  6. ประสาร เปรมะสกุล. Uric acid. ใน: คู่มือแปลผลตรวจเลือด เล่มแรก. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพ: อรุณการพิมพ์; 2553. หน้า 214.

 

เรียบเรียงโดย ภญ. สุพรรณิการ์ ประทีปจรัสแสง

Cr. ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://www.yaandyou.net/content-view.php?conid=529

 

5 สัญญาณอันตราย ไขมันอุดตันเส้นเลือด

 

ใครๆ ก็รู้ถึงอันตรายของโรคนี้ดี โดยเฉพาะคนอ้วนจะมีความเสี่ยงสูง แต่เมื่อไรเราถึงจะเริ่มรู้ตัวว่าเราอาจกำลังเป็นโรคไขมันอุดตันเส้นเลือด Sanook! Health มีวิธีสังเกตตัวเองง่ายๆ มากฝากกันค่ะ

5 สัญญาณอันตราย ไขมันอุดตันเส้นเลือด

1. เหนื่อยง่ายกว่าปกติ ไม่ว่าจะเดินขึ้นบันได เดินขึ้นเนิน หรือออกกำลังกายเบาๆ ก็เหนื่อย

2. เวียนศีรษะ หน้ามืด คล้ายจะเป็นลม

3. ปวดศีรษะมาก เมื่อลุกขึ้นจากที่นอน หรือลุกนั่งเร็วๆ

4. ใจสั่น ใจเต้นเร็ว ปลายมือปลายเท้าเย็น

5. แน่นหน้าอก เจ็บหน้าอก เหมือนมีอะไรมากดทับ

ลักษณะอาการโดยทั่วไปจะคล้ายๆ กับโรคหัวใจ ที่เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจตีบ เพราะมีเลือดไหลเวียนในหัวใจไม่เพียงพอ เลือดจึงไม่สามารถสูบฉีดไปหล่อเลี้ยงร่างกายได้ และทำให้เรามีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายนั่นเอง
ปัจจัยเสี่ยงของการเป็นโรคไขมันอุดตันเส้นเลือด

1. น้ำหนักเกิน เป็นโรคอ้วน

2. ทานอาหารที่มีไขมันที่ไม่ดีต่อร่างกายเป็นจำนวนมากเกินไป และไม่ทานผัก

3. ขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

4. อายุมาก และเพศชายมีโอกาสเสี่ยงมากกว่าเพศหญิง

5. ประวัติสมาชิกในครอบครัวเคยเป็นโรคที่เกี่ยวกับเส้นเลือดตีบ แตก หรือเบาหวาน ความดันไขมัน

6. สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์

7. มีภาวะเครียดจากการทำงาน และเรื่องอื่นๆ ไม่ค่อยขยับร่างกายในแต่ละวัน

ปัจจัยไหนที่เราหลีกเลี่ยงได้ ขอให้ทำเป็นประจำนะคะ ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่ควรลดไขมัน ทานผักให้มากขึ้น ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 วัน ลดการสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใส เท่านี้คุณก็ห่างไกลโรคไขมันอุดตันเส้นเลือดแล้วล่ะค่ะ

Cr. ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://health.sanook.com/2557/

ข้าวบรรเทาเบาหวาน

สัญญาณอันตราย ที่บอกว่าคุณเสี่ยง โรคหลอดเลือดสมอง ตีบ ตัน แตก

หากจะกล่าวว่า โรคที่เกี่ยวกับ หลอดเลือดสมอง เป็นโรคที่อันตรายและน่ากลัวเป็นอันดับต้นๆ ของคนยุคปัจจุบันก็คงไม่ผิดนัก ไม่ว่าจะเป็น โรคเส้นเลือดสมองตีบ เส้นเลือดสมองตัน หรือ เส้นเลือดสมองแตก โดยในอดีตเรามักเข้าใจว่าโรคที่เกี่ยวกับ เส้นเลือดสมองเป็นโรคของผู้สูงอายุ ทว่าในปัจจุบันกลับพบผู้ป่วยด้วยโรคนี้มากขึ้นตามลำดับทั้งที่อยู่ในวัยกลางคนเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากนับรวมบรรดาโรคที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันทั้งหลายแล้ว ภาวะหลอดเลือดสมองแตกหรือตีบนี้พบมากเป็นอันดับ 2 ของโรคที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน (รองจากโรคหัวใจ) ดังนั้น การรู้จักและรู้ทันโรคนี้เพื่อหาทางป้องกันตนเองและคนรอบข้างจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม

โรคหลอดเลือดสมอง

สาเหตุ โรคหลอดเลือดในสมอง ตีบ ตัน แตก เป็นภาวะที่เกิดขึ้นเมื่อไขมันหรือลิ่มเลือดเกิดการอุดตัน แล้วเข้าไปคั่งอยู่ในเส้นเลือดที่จะไปหล่อเลี้ยงสมอง ทำให้เซลล์สมองขาดออกซิเจนและถูกทำลายไป ซึ่งหากผู้ป่วยเกิดภาวะเส้นเลือดสมองตีบหรือตันแล้วไม่ได้รับการรักษาจากแพทย์ทันท่วงที ก็อาจนำไปสู่ภาวะทุพพลภาพหรืออัมพาตได้ หรือหากรุนแรงกว่านั้นคือเกิดภาวะเส้นเลือดสมองแตก ก็อาจถึงขั้นเสียชีวิตโดยกะทันหันได้

โรคนี้มีสาเหตุหลักจากพฤติกรรมการดำเนินชีวิต เช่น ภาวะที่ต้องเผชิญกับความเครียดเป็นประจำ รวมไปถึงสิงห์อมควันทั้งหลายด้วย โดยปกติแล้วโรคนี้มักเกิดขึ้นกับผู้สูงวัย หรือคนอายุน้อยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในเลือดสูงมานานแต่ไม่ได้รับการรักษา หรือเกิดกับคนที่มีเส้นเลือดผิดปกติ ซึ่งทำให้ โรคหลอดเลือดสมอง ทำงานบกพร่องจน ตีบ ตัน หรือแตกในที่สุด

สัญญาณอันตราย ความน่ากลัวของโรคที่เกี่ยวกับเส้นเลือดสมอง คือ อาการของโรคมักเกิดขึ้นเฉียบพลัน ซึ่งผู้ป่วยไม่สามารถล่วงรู้ได้ก่อนว่าจะเกิดขึ้นเวลาใด ดังนั้น หากผู้ป่วยไม่หมั่นสังเกตความผิดปกติของตนเองอย่างสม่ำเสมอและรู้เท่าทันถึง “สัญญาณอันตราย” แล้วก็อาจนำไปสู่ภาวะทุพพลภาพหรืออัมพาต หรืออาจเสียชีวิตได้ “สัญญาณอันตราย” ที่ว่านี้ก็คือ เดินไม่ตรง มีอาการเซ ออกเสียงไม่ชัด พูดไม่ออก เอื้อมหยิบสิ่งของไม่ได้ ไม่มีแรง ชาบริเวณ มือ แขน ขา มองภาพไม่ชัด ตาพร่ามัว เห็นภาพซ้อน มีอาการปวดศีรษะ หรือ เวียนศีรษะอย่างรุนแรง หากพบว่าคุณมีอาการเหล่านี้ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคดังที่กล่าวมาแล้ว หากพบสัญญาณอันตรายเหล่านี้แม้เพียงประการเดียวก็จงอย่าละเลยหรือนิ่งนอนใจเป็นอันขาด

cramp2

ลำดับขั้นของอาการ อาการของโรคหลอดเลือดสมอง หรือภาวะหลอดเลือกสมองตีบ ตัน และแตกนี้ มีระดับขั้นของความรุนแรงเป็น 2 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1 อาการเส้นเลือดตีบและตัน เมื่อเส้นเลือดเกิดภาวะตีบหรือตันที่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง จะทำให้เลือดไหลเวียนได้ไม่สะดวกและติดขัด สมองจึงได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ อาการที่เกิดขึ้นเป็นเบื้องต้นในระยะนี้ เช่น ชาตามร่างกาย ตามมือ เท้า หรืออาจหมดสติได้ หากผู้ป่วยมีอาการดังกล่าวควรไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด หรือภายใน 2-3 ชั่วโมงแรกที่ปรากฏอาการ

ระยะที่ 2 เส้นเลือดในสมองแตก ระยะนี้ถือเป็นระยะอันตราย เนื่องจากเป็นภาวะที่มีเลือดออกในสมอง ซึ่งนอกจากจะต้องนำผู้ป่วยไปถึงมือหมอโดยเร็วที่สุดแล้ว ยังจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เนื่องจากกลุ่มนี้มีความเสี่ยงที่จะทุพพลภาพ หรืออาจฟื้นตัวได้ช้ากว่ากลุ่มแรก

การป้องกัน เนื่องจากโรคที่เกี่ยวกับ โรคหลอดเลือดสมอง เป็นภาวะที่มักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน และเมื่อเกิดอาการของโรคนี้ขึ้นมาแล้วก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงภาวะทุพพลภาพหรือเสียชีวิตกะทันหันได้ ดังนั้น การระมัดระวังตนเองและป้องกันมิให้เกิดโรคจึงน่าจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุด ด้วยการดูแลสุขภาพของตนตั้งแต่อายุยังน้อย หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และคอยตรวจสอบตนเองอยู่เสมอ ไม่ให้เผชิญกับโรคที่ทำให้เกิดปัจจัยเสี่ยง ด้วยการเข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี และตรวจเช็คเป็นพิเศษเกี่ยวกับ หัวใจ ตับ ความดัน และไขมันในเลือด เป็นต้น

นอกจากดูแลสุขภาพร่างกายแล้ว ยังต้องดูแลสุขภาพจิตให้เบิกบานแจ่มใสควบคู่ไปด้วย เรียกว่า กิน อยู่ หลับนอน ต้องเป็นไปอย่างสมดุล เพื่อความสุขกาย และสบายใจอย่างแท้จริง

 

ที่มาบทความ สุขภาพ จาก http://www.emaginfo.com

ข้าวบรรเทาเบาหวาน

 

โรคความดันโลหิตสูง

โรคความดันโลหิตสูง หรือแพทย์บางท่านเรียกว่า ภาวะความดันโลหิตสูง (Hypertension หรือ High blood pressure) เป็นโรคพบได้บ่อยมากอีกโรคหนึ่งในผู้ใหญ่ พบได้สูงถึง ประมาณ 25-30% ของประชากรโลกที่เป็นผู้ใหญ่ทั้งหมด โดยพบในผู้ชายบ่อยกว่าในผู้หญิง และพบได้สูงขึ้นในผู้สูงอายุ ในบางประเทศ พบโรคนี้ได้สูงถึง 50% ของผู้มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ส่วนในเด็กพบโรคนี้ได้เช่นกัน แต่พบได้น้อยกว่าในผู้ใหญ่มาก

โรคความดันโลหิตสูง คือ ภาวะมีความดันโลหิต วัดได้สูงตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตร –ปรอท ขึ้นไป ทั้งนี้ความดันโลหิตปกติ คือ 90-119/60-79 มม.ปรอท

โรคความดันโลหิตสูงแบ่งตามสาเหตุได้เป็น 2 ชนิด คือ ชนิดไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด (Essential hypertension) ซึ่งพบได้สูงถึง 90-95%ของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงทั้งหมด และชนิดทราบสาเหตุ (Secondary hypertension) ซึ่งพบได้ประมาณ 5-10% ของโรคนี้ ดังนั้น โดยทั่วไป เมื่อกล่าวถึง “โรคความดันโลหิตสูง” จึงหมายถึง “โรคความดันโลหิตสูงชนิดยังไม่ทราบสาเหตุ”

โรคความดันโลหิตสูงเกิดได้อย่างไร?

โรคความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุ เชื่อว่า น่าเกิดจากหลายๆปัจจัยร่วมกัน ที่สำคัญ คือ อิทธิพลของเอ็นไซม์ (Enzyme, สารเคมีที่มีหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีต่างๆ) ที่เรียกว่า เรนิน (Renin) และฮอร์โมนแองจิโอเท็นซิน ( Angiotensin) จากไต ซึ่งสารทั้งสองชนิดนี้จะทำงานร่วมกับต่อมหมวกไต และกับต่อมใต้สมองในการควบคุม น้ำ เกลือแร่โซเดียม และการบีบตัวของหลอดเลือด ในร่างกาย ทั้งหมดเพื่อการควบคุมความดันโลหิต ซึ่งเรียกว่า กระบวนการ Renin-Angiotensin system

นอกจากนั้น กลไกการเกิดความดันโลหิตสูงยังขึ้นกับ

  • พันธุกรรม เพราะพบโรคได้สูงขึ้นในคนที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้
  • เชื้อชาติ เพราะ พบโรคได้สูงในคนอเมริกันผิวดำ เมื่อเปรียบเทียบกับคนอเมริกันผิวขาว และชาวแมกซิกันอเมริกัน
  • การกินอาหารเค็ม เพราะเกลือโซเดียม หรือ เกลือทะเลเป็นตัวอุ้มน้ำในเลือด จึงช่วยเพิ่มปริมาตรของเลือดที่ไหลเวียน จึงส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้น
  • กระบวนการของร่างกายที่ส่งผลต่อสมดุลและการทำงานของเกลือแร่แคลเซียมในร่างกาย

ส่วนโรคความดันโลหิตสูงชนิดรู้สาเหตุ มักเกิดจากโรคต่างๆที่ส่งผลต่อหลอดเลือด ต่อหัวใจ และต่อสมดุลของ ฮอร์โมน และ/หรือ เกลือแร่ในร่างกาย ที่พบบ่อย เช่น จากโรคไตเรื้อรัง จากโรคของหลอดเลือดที่หล่อเลี้ยงไต เช่น อักเสบ หรือ ตีบ จากการติดสุรา จากมีฮอร์โมนบางชนิดในร่างกายผิดปกติ เช่น จากเนื้องอกบางชนิดของต่อมหมวกไต หรือ ของต่อมใต้สมอง

อะไรเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง?

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง ได้แก่

  • พันธุกรรม โอกาสมีความดันโลหิตสูง จะสูงขึ้นเมื่อมีคนในครอบครัวเป็นโรคนี้
  • โรคเบาหวาน เพราะก่อให้เกิดการอักเสบ ตีบแคบของหลอดเลือดต่างๆ รวมทั้งของไต
  • โรคอ้วน และน้ำหนักตัวเกิน เพราะเป็นสาเหตุสำคัญของโรคเบาหวาน และโรคหลอดเลือดต่างๆตีบจากภาวะไขมันเกาะผนังหลอดเลือด
  • โรคไตเรื้อรัง เพราะจะส่งผลถึงการสร้างเอ็นไซม์และฮอร์โมนที่ควบคุมความดันโลหิตดังกล่าวแล้ว
  • โรคนอนหลับแล้วหยุดหายใจ (Sleep apnea)
  • สูบบุหรี่ เพราะสารพิษในควันบุหรี่ส่งผลให้เกิดการอักเสบ ตีบตันของหลอดเลือดต่าง รวมทั้งหลอดเลือดไต และหลอดเลือดหัวใจ
  • การติดสุรา ซึ่งยังไม่ทราบชัดเจนถึงกลไกว่าทำไมดื่มสุราแล้วจึงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดความดันโลหิตสูง แต่การศึกษาต่างๆให้ผลตรงกันว่า คนที่ติดสุรา จะส่งผลให้หัวใจเต้นแรงกว่าปกติ และมีโอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูง ถึงประมาณ 50%ของผู้ติดสุราทั้งหมด
  • กินอาหารเค็มสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง ดังเหตุผลดังได้กล่าวแล้ว
  • ขาดการออกกำลังกาย เพราะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคอ้วนและโรคเบาหวาน
  • ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด เช่น ยาในกลุ่มสเตียรอยด์

 

โรคความดันโลหิตสูงมีอาการอย่างไร?

ความสำคัญของโรคความดันโลหิตสูงคือ เป็นโรคที่มักไม่มีอาการ และจากการที่เป็นโรคเรื้อรังที่รุนแรงถ้าไม่สามารถควบคุมโรคได้ แต่มักไม่มีอาการ แพทย์บางท่านจึงเรียกโรคความดันโลหิตสูงว่า “เพชฌฆาตเงียบ (Silent killer)” ทั้งนี้ส่วนใหญ่ของอาการจากโรคความดันโลหิตสูง เป็นอาการจากผลข้างเคียง เช่น จากโรคหัวใจ และจากโรคหลอดเลือดในสมอง หรือ เป็นอาการจากโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เช่น อาการจากโรคเบาหวาน หรือ จากโรคอ้วน หรือเป็นอาการจากโรคที่เป็นสาเหตุ เช่น โรคเนื้องอกต่อมใต้สมอง (ปวดศีรษะ และตาเห็นภาพไม่ชัด)

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางคนอาจมีอาการจากตัวความดันโลหิตสูงเองได้ โดยอาการที่อาจพบได้ เช่น ปวดศีรษะ มึนงง วิงเวียน สับสน และเมื่อมีอาการมากอาจโคมา และเสียชีวิตได้

แพทย์วินิจฉัยโรคความดันโลหิตสูงได้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยโรคความดันโลหิตสูง ได้จาก ประวัติอาการ ประวัติเจ็บป่วยทั้งในอดีตและปัจจุบัน ประวัติกิน/ใช้ยา การตรวจวัดความดันโลหิต การตรวจร่างกาย และการตรวจอื่นๆเพิ่มเติม เพื่อหาสาเหตุ หรือหาปัจจัยเสี่ยง หรือหา ผลข้างเคียงจากโรค เช่น ตรวจเลือดดูค่าน้ำตาลในเลือด และดูการทำงานของไต ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจดูการทำงานของหัวใจ หรือตรวจภาพอวัยวะที่สงสัยเป็นสาเหตุ เช่น เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ภาพต่อมใต้สมอง ทั้งนี้การตรวจเพิ่มเติมต่างๆจะขึ้นกับอาการผู้ป่วย และดุลพินิจของแพทย์

รักษาโรคความดันโลหิตสูงอย่างไร?

แนวทางการรักษาโรคความดันโลหิตสูง คือ การให้ยาลดความดันโลหิต การรักษาควบคุมโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยงและเป็นสาเหตุ การรักษาและป้องกันผลข้างเคียงจากโรคความดันโลหิตสูง และการรักษาประคับประคองตามอาการ

การให้ยาลดความดันโลหิต ซึ่งมีหลากหลายชนิด ทั้งชนิดกินและชนิดฉีด ขึ้นกับความรุนแรงของอาการ

การรักษาโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เช่น รักษาโรคเบาหวาน การรักษาโรคที่เป็นสาเหตุ เช่น รักษาโรคไตเรื้อรัง หรือ รักษาโรคเนื้องอกต่อมใต้สมอง

การรักษาผลข้างเคียงจากโรคความดันโลหิตสูง เช่น การรักษาโรคไตเรื้อรัง (โรคไตเป็นได้ทั้งสาเหตุ และผลข้างเคียงจากโรคความดันโลหิตสูง)

การรักษาประคบประคองตามอาการ เช่น กินยาคลายเครียด และการพักผ่อนอย่างพอเพียง เป็นต้น

โรคความดันโลหิตสูงรุนแรงไหม? มีผลข้างเคียงไหม?

โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคเรื้อรัง ซึ่งหมายถึงเป็นโรคที่รักษาให้หายยาก แต่สามารถรักษาควบคุมได้เสมอเมื่อรักษาควบคุมอาการตั้งแต่แรก ปฏิบัติตามแพทย์ พยาบาลแนะนำ และกินยาอย่างถูกต้อง ครบถ้วน ไม่ขาดยา

แต่ถ้า ดูแล รักษา ควบคุมโรคได้ไม่ดี ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นมักรุนแรง เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมองโรคไตเรื้อรัง ซึ่งส่งผลถึงความพิการและเสียชีวิตได้ นอกจากนั้นคือ โรคหลอดเลือดของจอตา และของประสาทตาซึ่งอาจส่งผลให้ตาบอดได้

อนึ่ง โรคความดันโลหิตสูงแบ่งตามความรุนแรงของโรค (ตามความดันโลหิต) จากรุนแรงน้อยไปหามาก ได้ดังนี้้

  • ความดันโลหิตในผู้มีแนวโน้มจะเป็นโรคความดันโลหิตสูง คือ 120-139/80-89 มม.ปรอท (แนวทางการรักษา คือการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ทั้งนี้แพทย์มักยังไม่ให้ลดความดันโลหิต)
  • โรคความดันโลหิตสูงระยะ 1 คือ ความดันโลหิตอยู่ในช่วง 140-159/90-99 มม.ปรอท
  • โรคความดันโลหิตสูงระยะ 2 คือ ความดันโลหิตตั้งแต่ 160/100 มม.ปรอทขึ้นไป
  • โรคความดันโลหิตสูงที่ต้องพบแพทย์ใน 24 ชั่วโมง คือ ความดันโลหิตสูงตั้งแต่ 180/110 มม.ปรอทขึ้นไป เพราะอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ อาจจากโรคหัวใจ สมอง ไต ล้มเหลว
  • โรคความดันโลหิตสูงที่ต้องพบแพทย์ฉุกเฉิน คือ ความดันโลหิตสูงตั้งแต่ 220/140 มม.ปรอทขึ้นไป เพราะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ จากการทำงานล้มเหลวของอวัยวะสำคัญต่างๆ เช่น หัวใจ สมอง และไต

 

ดูแลตนเองอย่างไร? ควรพบแพทย์เมื่อไร?

การดูแลตนเอง การพบแพทย์เมื่อเป็นโรคความดันโลหิตสูง ได้แก่

  • ปฏิบัติตามแพทย์ พยาบาล แนะนำอย่างเคร่งครัด ถูกต้อง
  • กินยาต่างๆให้ครบถ้วน ถูกต้อง ไม่ขาดยา
  • จำกัดอาหาร แป้ง น้ำตาล ไขมัน และอาหารเค็ม
  • จำกัดอาหารไม่ให้เกิดโรคอ้วนและน้ำหนักตัวเกิน
  • ออกกำลังกายตามสุขภาพสม่ำเสมอทุกวัน
  • รักษาสุขภาพจิต ไม่เครียด เข้าใจและยอมรับชีวิต
  • เลิกบุหรี่ ไม่สูบบุหรี่ เลิกสุรา
  • พบแพทย์ตามนัดเสมอ และรีบพบแพทย์ก่อนนัดเมื่อมีอาการผิดปกติไปจากเดิม หรือ เมื่ออาการต่างๆเลวลง หรือ เมื่อกังวลในอาการ
  • รีบพบแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง หรือ ฉุกเฉิน ขึ้นกับความรุนแรงของอาการเมื่อ
    • ปวดศีรษะมาก
    • เหนื่อยมากกว่าปกติมาก เท้าบวม (อาการของโรคหัวใจล้มเหลว)
    • เจ็บแน่นหน้าอก ใจสั่น เหงื่อออกมาก จะเป็นลม (อาการจากโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งต้องพบแพทย์ฉุกเฉิน)
    • แขน ขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด ปากเบี้ยว คลื่นไส้ อาเจียน (อาการจากโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งต้องพบแพทย์ฉุกเฉิน)

 

ป้องกันโรคความดันโลหิตสูงได้อย่างไร?

การป้องกันโรคความดันโลหิตสูง ที่สำคัญ คือ การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดย

  • กินอาหารมีประโยชน์ 5 หมู่ให้ครบทุกวัน ในปริมาณที่เหมาะสม กล่าวคือ ไม่ให้เกิดโรคอ้วน และน้ำหนักตัวเกิน และจำกัดอาหารไขมัน แป้ง น้ำตาล และอาหารเค็ม เพิ่มผัก และผลไม้ชนิดไม่หวานให้มากๆ
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอทุกวัน ตามสุขภาพ
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • รักษาสุขภาพจิต
  • ตรวจสุขภาพประจำปี (การตรวจสุขภาพ) ซึ่งรวมถึงตรวจวัดความดันโลหิต เริ่มได้ตั้งแต่อายุ 18-20 ปี หลังจากนั้นตรวจสุขภาพบ่อยตามแพทย์ พยาบาลแนะนำ

 

บรรณานุกรม

  1. Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, L., Hauser, S., Longo, D., and Jameson, J. (2001). Harrison’s principles of internal medicine (15th ed.). New York: McGraw-Hill.
  2. Hypertension http://en.wikipedia.org/wiki/Hypertension [2013,July14].
  3. Hypertension http://emedicine.medscape.com/article/241381-overview#showall [2013,July14].
  4. Messerli, F. (2007). Essential hypertension. Lancet. 370, 591,603.
  5. Slama, M. et al (2002). Prevention of hypertension. Curr Opin Cardiol. 17. 531-536.

Cr. ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก  http://haamor.com

ข้าวบรรเทาเบาหวาน

วิธีรักษาอาการเหน็บชา ทำอย่างไร

อาการเหน็บชา วิตามิน

โรคเหน็บชา อาจมีผลกระทบต่อคนสูงอายุเสียส่วนใหญ่ ซึ่งในคนทั่วไปที่ยังไม่ได้รับผลกระทบนั้น ก็อาจจะไม่ใส่ใจและปล่อยปะละเลยในอาการเหน็บชานี้ไป

แต่ต้องบอกก่อนเลยว่า ในปัจจุบันนี้ก็สามารถพบ คนที่มี อาการของโรคเหน็บชา ได้ ทั้งในเด็กวัยรุ่นและคนวัยทำงานได้ด้วยเช่นกันค่ะ

ซึ่งนอกจากการที่ร่างกายเสื่อมลง เพราะอายุที่มากขึ้นแล้วก็ อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุค่ะ

ไม่ว่าจะเป็น ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน ภาวะหลอดเลือดอุดตัน ภาวะ การขาดวิตามินบี

หรืออาจได้รับสารพิษ สะสมในร่างกายเป็นเวลานานโดยไม่รู้ตัว เช่น สารหนู สารตะกั่ว ยาฆ่าแมลง เป็นต้น

หากเราเริ่มรู้สึกถึง อาการเหน็บชาตามมือและเท้า อาการเป็นตะคริวบ่อยๆ หรืออาจเข้าข่ายอาการของปลายประสาทอักเสบ

ให้รีบหาสาเหตุของการเกิดอาการ แล้วทำการรักษาให้ทันท่วงที เพื่อป้องกันอาการเหน็บชาที่รุนแรงต่อไป

หรืออาจไปพบแพทย์ เพื่อทำการรักษาที่ถูกต้องทันทีค่ะ เพราะอาจจะมีอาการอื่นๆ แทรกซ้อนร่วมด้วย ที่อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้นั่นเองค่ะ

อาการเหน็บชานั้น มีหลายชนิดไม่ว่าจะเป็น ชาทั้งตัว, ชาตามบริเวณปลายนิ้วมือนิ้วเท้า, ชาบริเวณใดบริเวณหนึ่งของร่างกาย, ชาครึ่งซีกข้างใดข้างหนึ่ง, ชาครึ่งตัว เป็นต้น

หากเริ่มหันมาใส่ใจดูแลตัวเอง และคนรอบข้างมากขึ้น เพื่อป้องกันการเกิดอาการของโรคเหน็บชาได้ นั้นก็สามารถทำได้ค่ะ

เพราะมีทั้งอาหารที่มีประโยชน์ และสามารถช่วยป้องกันอาการเหน็บชาได้เป็นอย่างดีค่ะ

ดังนั้น ควรรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วย วิตามินบี และวิตามินบี1 เพราะวิตามินบีนั้น สามารถช่วยบำรุงร่างกาย

และป้องกันอาการของโรคเหน็บชาค่ะ อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบี ก็มีมากมายค่ะ

ไม่ว่าจะเป็น ถั่ว ข้าวซ้อมมือ ข้าวโอ๊ต เนื้อหมู ตับ ไข่ เป็นต้น เพื่อบำรุงและป้องกันการขาดวิตามินบี ที่เป็นสาเหตุหนึ่งที่เกิดอาการเหน็บชาได้นั่นเองค่ะ

นอกจากอาหารที่มีประโยชน์ ต่อการป้องกันอาการเหน็บชาได้แล้ว พฤติกรรมการใช้ชีวิตก็สามารถปรับให้ดีขึ้นได้ค่ะ ไม่ว่าจะเป็น

  • การเปลี่ยนท่านั่ง เพื่อคลายเมื่อย และผ่อนคลายกล้ามเนื้อ บริเวณข้อพับ
  • กรณีที่ต้องนั่งทำงานนานๆ ก็ลองขยับแข้งขยับขาบ้าง โดยการพักเบรก เช่น ลุกเดินไปดื่มน้ำ
  • ออกกำลังกายโดยการบริหารแขนและขาเป็นประจำ
  • การนวดคลายเส้น เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
  • ระมัดระวังอิริยาบถ ที่ทำให้เกิดอาการเหน็บชา

ซึ่งวิธีที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ก็เป็นวิธีปฏิบัติตนที่จะสามารถช่วยบรรเทา อาการปวดเมื่อยตามร่างกาย และป้องกันการเป็นตะคริว และภาวะเหน็บชาได้เป็นอย่างดีค่ะ

เพราะถึงแม้ว่าอาการเหน็บชานั้น อาจเป็นอาการที่เกิดกับวัยผู้สูงอายุเสียส่วนใหญ่ จนอาจทำให้เราปล่อยปะละเลยการดูแลตัวเองในส่วนนี้ไปบ้าง

แต่การที่เราจะป้องกันและดูแลตัวเอง ก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะไม่เพียงแค่การป้องกัน การเป็นโรคเหน็บชาเพียงเท่านั้น

แต่รวมถึงอาการผิดปกติต่างๆ ที่ส่งผลกระทบร้ายต่อร่างกายต่างๆ อีกเช่นกันค่ะ

การดูแลตัวเองและคนรอบข้างตั้งแต่วันนี้ ถือเป็นสิ่งที่ดี ที่เราจะช่วยให้ร่างกายของเรา มีสุขภาพที่แข็งแรง ไม่มีโรคภัยไข้นะคะ

Cr. ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก https://mahosot.com/

 

ข้าวบรรเทาเบาหวาน

อินซูลินคืออะไร

อินซูลินคืออะไร อินซูลิน คือฮอร์โมนที่สร้างขึ้นโดยกลุ่มเซลล์ภายในตับอ่อน จะมีหน้าที่ในการนำน้ำตาลในเลือดไปสู่เนื้อเยื่อต่างๆทั่วร่างกายเพื่อที่จะใช้ในการสร้างพลังงานและสร้างเซลล์ต่างๆ ซึ่งปรกติแล้วเมื่อมีน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดตับอ่อนก็จะถูกกระตุ้นให้หลั่ง อินซูลิน ตัวอินซูลินก็จะเข้าไปจับน้ำตาลเพื่อนำไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย แต่คนที่เป็นโรคเบาหวาน ร่างกายมี อินซูลิน ไม่เพียงพอก็จะทำให้มีน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นนั่นเอง สาเหตุของโรคเบาหวาน เบาหวานเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุด้วยกัน ซึ่งสาเหตุหลักๆ ก็คือการรับประทานน้ำตาลและไขมันในปริมาณที่มากเกินไป ส่งผลให้อินซูลินเกิดความผิดปกติ และนำมาซึ่งอาการป่วยเบาหวานได้ นอกจากนี้ โรคเบาหวานก็ยังมีสาเหตุมาจากสิ่งเหล่านี้อีกด้วย

1. กรรมพันธุ์ สำหรับผู้ที่มีพ่อแม่ ญาติพี่น้อง เป็นเบาหวานมาก่อน ก็อาจจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานได้เช่นเดียวกัน แต่นั่นก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะหากรู้จักดูแลตนเองให้ดี และควบคุมอาหาร โดยหลีกเลี่ยงการรับประทานของหวาน ของมัน คุณก็จะปลอดภัยจากโรคเบาหวานได้มากขึ้น นอกเสียจากว่าจะเป็นโรคเบาหวานมาอยู่แล้วโดยกำเนิด

2. ความอ้วน ร้อยละ 80 ของคนที่เป็นโรคอ้วนส่วนใหญ่มักมีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานค่อนข้างสูง เนื่องจากไขมันส่วนเกินจะทำให้เกิดภาวะดื้ออินซูลิน ประสิทธิภาพในการจัดการกับน้ำตาลและไขมันต่ำลง และเป็นผลให้เกิดโรคเบาหวานได้ในที่สุด

3. ความผิดปกติของตับอ่อน เนื่องจากตับอ่อนจะทำหน้าที่ในการผลิตอินซูลิน ดังนั้นหากตับอ่อนมีการเสื่อมสภาพหรือเกิดความผิดปกติก็ย่อมส่งผลต่อการเกิดโรคเบาหวานได้ด้วย นอกจากนี้ ในคนที่ดื่มเหล้าหรือรับประทานยาที่มีผลต่อตับอ่อนก็จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานได้สูงอย่างมากทีเดียว

4. อาหารการกิน เนื่องจากปัจจุบันนั้น วิธีการทานอาหารที่เปลี่ยนไป โดยพฤติกรรมการทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ ซึ่งเต็มไปด้วยแป้งและไขมัน อีกทั้งรวมไปถึงเครื่องดื่มแต่ละชนิด ที่มีน้ำตาลมากเกินกว่าที่ร่างกายจะสามารถขจัดให้หมดไปจากร่างกายได้ใน 1 วัน

5. การออกกำลังน้อย ผู้คนในยุคนี้มีการขยับตัวกันน้อยจนเกินไป จนร่างกายมีประสิทธิภาพในการขจัดน้ำตาลได้น้อย เนื่องจากมีกิจกรรมทางกายน้อยจนเกินไป จึงทำให้น้ำตาลถูกสะสมในเลือดได้ง่าย

ขอบคุณที่มา : โรคเบาหวาน รู้สาเหตุ ทางรักษา ไม่อันตรายอย่างที่คิด

Cr. ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://www.thailovehealth.com/disease/health-13678.html#H-3

ข้าวบรรเทาเบาหวาน

แชมพูนางฟ้า

พิสูจน์ผมสวยกับ #แชมพูนางฟ้า 💫💫
จะผมสั้น ผมยาว สีดำ หรือย้อมสี 💥💥
แชมพูนางฟ้าก็ไม่ทำให้ผิดหวัง !!
มาสบัดผมสวยง่าย ๆ ใน 3 ขั้นตอน

#จะแพ็คเกจ ถุง หรือ กล่อง คุณภาพก็เต็ม 🌹🌹
#แชมพูนางฟ้าชุดเล็ก 250 💸
#แชมพูนางฟ้าชุดใหญ่ 500 💸
🎉🎉 สินค้าต่ำกว่านี้ ห้าม!!! ซื้อเด็ดขาดหากมีปัญหาทางแบรนด์ไม่รับผิดชอบทุกๆกรณี 🎉🎉
#สอบถามสั่งซื้อรับตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ #ย้ำต่ำกว่าทางแบรนด์ห้ามซื้อ !!!

ลองเองถึงจะรู้ว่าดีแค่ไหน
🌹🌿แชมพูสมุนไพร ปลอดภัยไร้สารอันตราย ….🌹🌿ช่วยกำจัดเหา
🌸🌿ลดการหลุดร่วงของเส้นผม
🌼🌿รากผมแข็งแรง
🌻🌿ลูกผมงอกใหม่
🌺🌿ผมยาวไวกว่าเดิมถึง3เท่า
🌹🌿ผมมีน้ำหนัก เงางาม
🍓🌱ลดอาการคันบนหนังศรีษะ
🍇🌱ผมแห้ง แตกปลาย ชี้ฟู ลดลง
….💰ชุดเล็ก 250.-💰
…💰.ชุดใหญ่ 500.-💰

รีบๆทักมาน๊าาา..ที่  064-796-1652
Inbox : http://bit.ly/2jVQSij
ทักไลน์ที่ : http://line.me/ti/p/rD6q5-CQ2D

 

แชมพูนางฟ้า

5 ผลไม้มหัศจรรย์ ลดน้ำตาลในเลือด สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

โรคเบาหวาน” เกิดจากตับอ่อนทำงานผิดปกติ โดยตับอ่อนไม่สามารถสร้างฮอร์โมนอินซูลินได้ หรือสร้างได้แต่ฮอร์โมนออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่ ทําให้ร่างกายไม่สามารถนําน้ำตาลในเลือดไปใช้ได้ ผลก็คือทําให้น้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ ในปัจจุบันมีผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคเบาหวาน ทั้งเรื่องของพันธุกรรม น้ำหนักตัวที่มากเกินไป และที่สำคัญคือเรื่องอาหารการกิน ดังนั้นผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานจึงจำเป็นต้องควบคุมในเรื่องของอาหารการกินทุกชนิดเป็นพิเศษ ไม้เว้นแม้กระทั่งผักและผลไม้สำหรับคนเป็นเบาหวาน

ผลไม้ต้องห้ามสำหรับคนเป็นเบาหวาน

เป็นที่น่าแปลกใจว่า อาหารที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานเพิ่มสูงขึ้น ล้วนมาจากผักและผลไม้เป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากความวางใจว่าผักและผลไม้มีน้ำตาลต่ำ สามารถรับประทานได้ในปริมาณเยอะ แต่ความจริงแล้วผลไม้บางชนิดมีกลูโคสในปริมาณที่มากเกินกว่าที่ผู้ที่ป่วยโรคเบาหวานจะรับประทานได้ เช่น เงาะ แตงโม และกล้วยสุก ซึ่งประกอบด้วยกลูโคสเป็นส่วนใหญ่และมีไฟเบอร์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ดังนั้นสิ่งที่ต้องระวังสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานก็คือ ควรเลือกรับประทานผลไม้ที่มีกลูโคสในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากจนเกินพอดี แต่อย่างไรก็ตาม ผลไม้สำหรับคนเป็นเบาหวานสามารถรับประทานได้โดยสามารถช่วยลดน้ำตาลในเลือดไปได้ด้วยก็มีอยู่เช่นกัน เรามาดูกันดีกว่าว่าผลไม้สำหรับผู้ป่วยเบาหวานเหล่านั้นมีอะไรบ้าง

การเลือกผลไม้สําหรับคนเป็นเบาหวาน

ผู้ป่วยเบาหวานควรเลือกรับประทานทานผักและผลไม้ที่ให้เส้นใยสูง ซึ่งทำให้อิ่มเร็วและสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดให้ลดลงได้

5 ผลไม้สําหรับคนเป็นเบาหวาน

1 ส้มโอ ส้มโอมีวิตามินซีและเส้นใยสูง อีกทั้งยังมี flavonoid naringenin ที่ช่วยในการสร้างความสมดุลให้แก่ฮอร์โมนอินซูลินและระดับน้ำตาลในเลือด จากการศึกษาพบว่าการกินส้มโอ 1-2 กลีบ ต่อวันจะสามารถช่วยลดอัตราเสี่ยงในการลุกลามของโรคเบาหวานได้

2 แอปเปิ้ล เป็นผลไม้ที่เหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวานอย่างมาก เพราะมีเส้นใยสูง สามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดให้ลดลงได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีรสชาติไม่หวานเกินไปอีกด้วย ผู้ป่วยเบาหวานควรเลือกแอปเปิ้ลเขียวจะดีกว่าแอปเปิ้ลแดง เพราะมีน้ำตาลน้อยกว่านั่นเองค่ะ

3 ฟักทอง มีงานวิจัยพบว่าน้ำตาลโพลีแซ็กคาไรด์ที่ตรึงอยู่กับโปรตีนภายในฟักทองนั้น ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดลงได้เป็นอย่างดีทีเดียว และนอกจากเนื้อฟักทองแล้ว เมล็ดฟักทอง ก็ยังมีส่วนช่วยลดระดับน้ำตาลในกระแสเลือดให้ลดลงได้ เช่นเดียวกับการรับประทานเนื้อของฟักทอง แถมยังมีแร่ธาตุและวิตามินหลากหลายชนิดด้วย ฟักทองจึงเหมาะเป็นผลไม้สำหรับผู้ป่วยเบาหวานเป็นอย่างยิ่งค่ะ

4 ถั่วเปลือกแข็ง แม้จะไม่จัดเป็นผลไม้ แต่ถั่วเปลือกแข็งก็มีไขมันไม่อิ่มตัวซึ่งมีคุณสมบัติช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยในการทำให้ร่างกายสามารถตอบสนองต่อการทำงานของฮอร์โมนอินซูลินได้ดีขึ้น สารอาหารพวก ใยอาหาร และแมกนีเซียม ในถั่วเปลือกแข็งก็มีประโยชน์ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้เป็นอย่างดีอีกด้วย แต่มีข้อควรระวังในการรับประทานถั่วเปลือกแข็ง คือ ไม่ควรรับประทานเกิน 1 ถ้วยต่อวัน ทั้งนี้เพราะถั่วเปลือกแข็งมีไขมันและพลังงานที่ค่อนข้างสูงนั่นเอง

5 เชอร์รี่ เชอร์รี่มีสารเบต้าแคโรทีน สารแอนติออกซิแดนท์ วิตามิน C โพแทสเซียม แมกนีเซียม เหล็ก และเส้นใย ซึ่งให้ประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมากมาย และที่สำคัญ เชอร์รี่มีสารที่เรียกว่า แอนโตไซยานินส์ (anthocyanins) ซึ่งเป็นสารเคมีที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในผลไม้ที่มีสีแดงเข้ม มีคุณสมบัติช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด และเพิ่มการผลิตอินซูลินได้ถึง 50% เลยทีเดียว แม้เชอรี่จะเป็นผลไม้สำหรับคนเป็นเบาหวานได้ แต่ทั้งนี้จะต้องรับประทานแบบสดเท่านั้น เพราะแน่นอนว่าในเชอร์รี่เชื่อมที่มักทานคู่กับไอศครีมย่อมมีน้ำตาลในปริมาณมหาศาล ซึ่งไม่เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวานเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากนี้แล้วยังมี ผลไม้สําหรับคนเป็นเบาหวาน อีกหลายชนิดที่มีกลูโคสในปริมาณที่เหมาะสม และสามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ เช่น ฝรั่ง มะละกอ สตรอเบอรี่ สับปะรด ชมพู่ ส้ม แต่ควรรับประทานผลไม้เหล่านี้ในปริมาณที่ไม่มากจนเกินไปในแต่ละวัน และที่สำคัญต้องได้เข้ารับการตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ เพื่อหาระดับน้ำตาลควบคู่กันไป อีกทั้งควรหมั่นออกกำลังกายทุกวัน พักผ่อนให้เพียงพอควบคู่กันไปด้วย

สำหรับใครที่ชอบดื่มชา แต่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคเบาหวาน และควบคุมน้ำตาลในเลือด ข่าวดี!!คือ ปัจจุบันมีชาสมุนไพรช่วยลดน้ำตาลในเลือดจำหน่าย สะดวก รวดเร็ว แค่ชงดื่มก็หมดกังวลปัญหาน้ำตาลในเลือดไปได้เลย แถมมีบริการจัดส่งถึงบ้าน เก็บเงินปลายทางอีกด้วย สนใจคลิกที่นี่เลย

Cr. ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก  http://bit.ly/2ne3Bi6

ข้าวบรรเทาเบาหวาน

7 สมุนไพรพื้นบ้าน…แก้เบาหวานและความดัน

โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หาย ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการน้ำตาลในเลือดสูง เพราะร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลในเลือดที่ได้จากอาหารไปใช้ได้ตามปกติ มีสาเหตุเกิดจากการที่ร่างกายเกิดความบกพร่องจากการที่ตับอ่อนเกิดการหลั่งอินซูลินผิดปกติ ซึ่งตัวอินซูลินมีหน้าที่นำน้ำตาลในเลือดไปสู่เนื้อเยื่อต่าง ๆ เพื่อสร้างพลังงาน เมื่อร่างกายมีอินซูลินไม่เพียงพอก็จะทำให้มีน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นนั่นเอง

โรคแทรกซ้อนผู้ป่วยเบาหวาน

ซึ่งผู้ป่วยโรคเบาหวานมักจะมีการเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ตามมา เช่น โรคความดัน โรคหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย อาการชา ปลายประสาทเสื่อม ตาพร่ามัว เกิดต้อหิน ต้อกระจก ซึ่งโรคที่มักเป็นคู่กันกับโรคเบาหวานคือความดันโลหิต ในปัจจุบันการรักษาเบาหวาน และความดันโลหิต แพทย์จะให้ยามารับประทานเพื่อช่วยประคองและรักษาอาการ

ผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตล้วนแสวงหาวิธีที่จะรักษาโรคนี้ การใช้สมุนไพรถือเป็นแนวทางการรักษาอีกทานหนึ่งที่ได้รับความนิยม ซึ่งมีสมุนไพรหลายชนิดที่มีรายงานการศึกษาว่ามีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด ต้านอนุมูลอิสระ ลดไขมันในเลือด ทำให้การไหลเวียนของหลอดเลือดดีขึ้น ซึ่งสมุนไพรที่นิยมในการนำมารักษาโรคเบาหวาน และความดันโลหิต คืออะไรนั้น วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับสมุนไพรแก้เบาหวานและความดันกันเลยค่ะ

สมุนไพรพื้นบ้านแก้เบาหวานลดความดัน

1 มะระขี้นก เป็นไม้เลื้อยและเป็นผักพื้นบ้านของไทย อาจจะนำมาลวกจิ้ม กินเป็นผักจิ้มน้ำพริกก็อร่อยดี มีวิตามิน เอ และ ซี สูง มีสรรพคุณในการลดน้ำตาลในเลือด และชะลอการเกิดต้อกระจกได้

2 ใบย่านาง มีสรรพคุณเป็นยาเย็น เมื่อทานเข้าไปจะทำให้ร่างกายเย็นลง ทำให้ระบบในร่างกายสามารถผลิตอินซูลินมาเผาผลาญน้ำตาลได้เป็นปกติ จึงเป็นสมุนไพรแก้เบาหวานได้นั่นเอง

3 กระเทียม มีคุณสมบัติช่วยลดความดันโลหิตลงได้ ควรรับประทานกระเทียมหัวแก่ หากรับประทานสดจะได้รับคุณประโยชน์มากกว่ากระเทียมที่ปรุงสุกแล้ว

4 ตะไคร้ เป็นสมุนไพรแก้เบาหวานและความดันที่เรารู้จักกันดี เพราะนิยมนำมาประกอบอาหาร ซึ่งตะไคร้จะมีสรรพคุณในการขับปัสสาวะ ขับลม และยังช่วยลดความดันโลหิตได้อีกด้วย

5 ผักตำลึง ในผักตำลึงมีประโยชน์มากมาย เป็นยาพื้นบ้านใช้รักษาเบาหวาน สามารถใช้ได้ทั้ง ราก เถา ใบ ซึ่งมีสูตรหลากหลาย แม้กระทั่งชาวเบงกอลในอินเดียก็ใช้ตำลึงเป็นยาประจำแก้โรคเบาหวาน

6 ผักเชียงดา มีลักษณะเป็นไม้เลื้อย เถาสีเขียว มีรสขมอ่อน ๆ และมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก เป็นผักที่หมอยาพื้นบ้านใช้เป็นผักเพื่อเพิ่มพละกำลัง ทั้งยังสามารถใช้เป็นยาลดน้ำหนักได้ เนื่องจากว่าผักเชียงดาช่วยให้มีการนำน้ำตาลไปเผาผลาญมากกว่าการไปสร้างเป็นไขมันสะสม ซึ่งมีการศึกษาผู้ป่วยจากโรคเบาหวานที่ใช้ผักเชียงดาในการรักษา สามารถลดปริมาณการใช้ยาแผนปัจจุบันได้ และบางรายสามารถใช้ผักเชียงดาอย่างเดียวในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้

7 ใบชะพลู เป็นผักพื้นบ้านของไทยและเป็นสมุนไพรแก้เบาหวานและความดัน  นิยมนำมารับประทานสด ในตำรับยาสมุนไพรพื้นบ้านสามารถนำใบชะพลูมาต้มเพื่อลดเบาหวานได้ เนื่องจากใบชะพลูมีสรรพคุณในการลดระดับน้ำตาลในเลือดได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง มีแคลเซียม วิตามินเอและซี สูงมาก

การเลือกใช้สมุนไพรในการรักษาโรคความดันโลหิตและเบาหวาน ถึงแม้ว่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ป่วย แต่สิ่งที่สำคัญที่ต้องระมัดระวังคือสมุนไพรบางชนิดอาจส่งผลเป็นพิษต่อร่างกายถ้าหากใช้ไม่ถูกต้อง ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนที่จะเลือกใช้สมุนไพรแก้เบาหวานและความดันเหล่านี้ รวมถึงการเลือกทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ควรเป็นสารสกัดจากสมุนไพรและผ่านการตรวจสอบจากองค์การอาหารและยา รับรองความปลอดภัยด้วยนะค่ะ สำหรับผู้ที่กำลังมองหาผลิตภัณฑ์อาหารเสริมลดเบาหวาน ไขมัน คอเลสเตอรอลแบบแคปซูล ทานง่าย ได้ผลจริง และมีคำยืนยันจากผู้ที่ลองใช้ ลองคลิกที่นี่ ได้เลยค่ะ

ถึงแม้ผู้ป่วยเบาหวาน หรือผู้มีภาวะเสี่ยงโรคความดันจะเลือกทานอาหารเสริมสกัดจากสมุนไพรธรรมชาติแล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ควรหันมาใส่ใจเรื่องอาหารการกินและออกกำลังกายเพิ่มเติมด้วย เพราะเป็นสิ่งที่สำคัญที่ต้องทำควบคู่กับการรับประทานยา และอาหารเสริมค่ะ

Cr. ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://bit.ly/2mxzNcQ