โรคเบาหวาน (Diabetes)

โรคเบาหวาน คือ ปัสสาวะหวานนั้นเอง ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ปัสสาวะหวานเพราะร่างกายเราไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้ได้หมด น้ำตาลที่เหลือก็จะผสมอยู่ในกระแสเลือดและถูกไตขับทิ้งออกจากร่างกายทางปัสสาวะ เป็นเหตุให้ปัสสาวะหวาน

 

สาเหตุที่ทำให้น้ำตาลเกินในกระแสเลือด

  • คนปกติ ตับอ่อนจะผลิตฮอร์โมนที่ชื่อ อินซูลินออกมา ซึ่งอินซูลินมีหน้าที่นำน้ำตาลออกไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆทั่วร่างกายเพื่อนำไปใช้เป็นพลังงาน
  • คนเป็นเบาหวาน ถ้าอินซูลินเกิดบกพร่องจะทำให้อินซูลินนำน้ำตาลไปให้เซลล์ต่างๆได้น้อย จึงเหลือน้ำตาลในกระแสเลือดมากเกินไปเป็นสาเหตุให้ปัสสาวะออกมาหวาน

สาเหตุที่ทำให้อินซูลินไม่มีคุณภาพหรือมีปริมาณน้อย

  1. ตับอ่อนผลิตอินซูลินออกมาได้น้อยลง จึงทำให้มีอินซูลินน้อยกว่าปริมาณน้ำตาล น้ำตาลที่เหลือจะไปอยู่ในกระแสเลือดมากทำให้กลายเป็นเบาหวาน
  2. ในคนอ้วน อินซูลินไม่สามารถพาน้ำตาลไปได้ เพราะเซลล์ไขมันจะผลิตฮอร์โมนบางตัวออกมารบกวนการทำงานของอินซูลิน ทำให้อินซูลินทำงานได้ไม่เต็มที่
  3. สตรีมีครรภ์ ในสตรีบางคนเวลาตั้งครรภ์จะผลิตฮอร์โมนบางตัวออกมารบกวนการทำงานของอินซูลิน
  4. อินซูลินบกพร่อง ซึ่งพบน้อยมากเกิดจากการผิดปกติของยีนต์

กลุ่มเสี่ยงเป็นเบาหวาน

  1. มีญาติเป็นเบาหวาน
  2. คนอ้วน น้ำหนักเกิน จะพบว่าคนอ้วนเป็นเบาหวานถึง 85 เปอร์เซ็นต์
  3. คนที่มีประวัติว่าตั้งครรภ์แล้วแท้งบ่อยๆ สาเหตุคือ แม่เป็นเบาหวานแล้วไม่ทราบทำให้โอกาสแท้งได้
  4. ผู้ที่เป็นแผลติดเชื้อบ่อย เช่น แผลที่มือ เท้า ปัสสาวะอักเสบ เป็นแผลหายยากหายช้าต้องรีบไปตรวจ

วิธีตรวจเบาหวาน

วิธีการตรวจหาค่าน้ำตาลในเลือดแบบคราวทำได้ง่าย ด้วยเครื่องตรวจเบาหวานโดยการเจอะเลือดบริเวณปลายนิ้วแค่หยดเดียวก็จะรู้ค่าของน้ำตาลในเลือดได้แล้ว สามารถทำเองได้ที่บ้าน

ค่าของน้ำตาลในเลือด

คนปกติ ก่อนทานอาหารต้องมีน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า 100 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หลังอาหารต่ำกว่า 140 มิลลิกรัม/เดซิลิตร

คนที่เป็นเบาหวาน ค่าของน้ำตาลในเลือดจะมากกว่า 126 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ก่อนทานอาหาร และมากกว่า 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หลังจากทานอาหาร

คนที่อยู่ระหว่างกลาง ผู้ที่อยู่ระหว่าง 100-125 ก่อนทานอาหาร และ 140-199 หลังทานอาหารนั้นอยู่ในกลุ่มเสี่ยงอาจเป็นหรือไม่เป็นก็ได้ต้องทำการตรวจไหม่ โดยการเจาะเลือดจากเส้นเลือดดำซึ่งจะก่อนทำการตรวจต้องอดอาหาร 6-8 ชั่วโมงในตอนกลางคืน แล้วมาเจอะเลือดในตอนเช้า หลังจากเจอะครั้งแรกจะต้องดื่มน้ำตาลกลูโคสทันที 1 แก้วให้หมดภายใน 5 นาที แล้วรออีก 2 ชั่วโมงจึงจะทำการเจอะเลือดอีกครั้งเพื่อดูความแตกต่างระหว่างก่อนและหลังจากที่ร่างกายได้รับน้ำตาล ดูว่าฮอร์โมนอินซูลินจะยังมีคุณภาพสามารถพาน้ำตาลไปใช้ได้ดีขนาดใหน มีเหลือตกค้างหรือไม่

อาการของคนเป็นโรคเบาหวาน

  1. เข้าห้องน้ำบ่อย รู้สึกเหมือนต้องการปัสสาวะทั้งวัน ซึ่งการถ่ายปัสสาวะจะบ่อยขึ้นหากมีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงเกินไป
  2. รู้สึกหิวน้ำจนต้องดื่มน้ำมากกว่าปกติ และรู้สึกว่าดื่มน้ำเท่าไหร่ก็ไม่พอ อาจเป็นสัญญาณเตือนของเบาหวานได้
  3. น้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ อาการนี้จะเด่นชัดในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่1
  4. อ่อนเพลียและเหนื่อยล้า สาเหตุจากกลูโคสอีกเช่นกัน เซลล์ของร่างกายจะขาดแคลนพลังงาน ทำให้คุณรู้สึกเหนื่อยง่าย และร่างกายทรุดโทรมลงเรื่อยๆ
  5. มีมีอาการเหน็บชา หรือรู้สึกเหมือนเข็มทิ่มบริเวณมือ ขา หรือเท้า อาการนี้เรียกว่าเส้นประสาทอักเสบ ซึ่งจะเป็นมากขึ้นทีละน้อย
  6. อาการและสัญญาณเตือนอื่นๆที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น อาการตามัว ผิวหนังแห้งหรือคัน มีการติดเชื้อบ่อยขึ้น บาดแผลที่ใช้เวลานานผิดปกติกว่าจะหาย ก็เป็นสัญญาณเตือนว่ามีบางสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น
  7. อาการตามัว ผิวหนังแห้ง มีการติดเชื้อบ่อยขึ้น บาดแผลหายช้า อาจเป็นอาการเบื้องต้นของการเป็นโรคเบาหวาน

เมื่ออาการเหล่านี้เกี่ยวข้องกับเบาหวาน ก็เป็นผลจากการที่มีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงเกินไป หากคุณสังเกตว่าตนเองมีอาการข้างต้น ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจให้แน่ใจ

 

Cr. ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://bit.ly/2msAw0Q

โรคข้อเสื่อม 6 สมุนไพรไทยช่วยได้

โรคข้อเสื่อม 6 สมุนไพรไทยช่วยได้

ข้อเสื่อม สมุนไพรไท๊ยไทยช่วยได้

โรคข้อเสื่อมเป็นโรคที่แสดงถึงความผิดปกติของกระดูกอ่อนผิวข้อ ที่กั้นอยู่ระหว่างกระดูกข้อต่อไว้ไม่ให้เสียดสีกัน ในขณะที่ร่างกายเกิดการเคลื่อนไหว หากกระดูกอ่อนและน้ำหล่อเลี้ยงผิวข้อถูกทำลาย จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของข้อ เช่น ข้อมีการผิดรูปไปจากปกติ มีน้ำสะสมในข้อเพิ่มขึ้น เพราะภายในข้อประกอบไปด้วยเยื่อบุข้อ น้ำไขข้อและกระดูกผิวอ่อนข้อ ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นตัวดูดซับแรงกดภายในข้อต่อ ป้องกันไม่ให้กระดูกข้อต่อกระแทกกัน หากกระดูกผิวอ่อนข้อถูกกระทำหรือถูกทำลายไป จะทำให้กระดูกที่อยู่ภายในข้อ จะเกิดการสัมผัสกัน ข้อต่อเกิดการเสียดสี กล้ามเนื้อและเอ็นที่อยู่โดยรอบข้อถูกยึด เป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการปวดข้อตามมา

อาการและสัญญาณเตือนของโรคข้อเสื่อม

โรคข้อเสื่อม เป็นโรคเรื้อรังที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุ ที่ข้อจะเกิดความเสื่อมและการสึกหรอไปตามกาลเวลา ส่วนของข้อที่พบความเสื่อมได้คือ ข้อเข่า ข้อสะโพก โดยการดำเนินของโรคจะค่อยๆ เกิดขึ้นอย่างช้าๆ และใช้ระยะเวลาพอสมควร ซึ่งอาจใช้เวลาหลายปี ผู้ที่เกิดอาการข้อเสื่อมในระยะแรก อาจไม่มีอาการรุนแรงมากนัก จนกว่าข้อที่เสื่อมจะเกิดการอักเสบ ผิวข้อต่อเกิดการเสียดสีหรือการสึกที่รุนแรง อาการเจ็บปวดก็จะแสดงออกมาให้เห็นได้ชัดขึ้น โดยอาการปวดที่เป็นสัญญาณเตือนมีดังนี้

1.มีอาการปวดข้อเป็นระยะๆ เป็นๆ หายๆ โดยเฉพาะถ้าต้องนั่ง เดิน หรือ ยืน เป็นเวลานานๆ อาการปวดก็จะเพิ่มมากขึ้น

2.มีเสียงลั่นในข้อ ถ้าข้อเสื่อมรุนแรง อาจได้ยินเสียงดังแกร๊กๆ เวลาที่มีการเคลื่อนไหวของข้อ หรือในระหว่างที่มีการเดินขึ้นลงบันได หรืออาจเกิดการเจ็บบริเวณข้อในขณะที่เดิน

3.ข้อมีการติด ขยับลำบาก โดยเฉพาะภายหลังจากการตื่นนอน ต้องบริหารโดยการขยับข้อสักพัก จึงจะลุกไปทำอย่างอื่นได้ตามปกติ

4.ข้อเกิดอาการบวม เนื่องจากมีน้ำไปเลี้ยงข้อเพิ่มขึ้น

วิธีการรักษาโรคข้อเสื่อม อาจทำได้โดยการพบแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัย โดยแพทย์อาจให้ยาต้านการอักเสบ หรือ การฉีดน้ำในข้อเทียม การทำกายภาพบำบัด หรือการผ่าตัด ซึ่งแนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับอาการ ความรุนแรงของโรค และอายุของผู้ป่วยที่แตกต่างกัน แต่อีกทางเลือกหนึ่งที่นับเป็นการบำบัดด้วยวิถีธรรมชาติ โดยการใช้สมุนไพรบำบัด

บรรเทาข้อเสื่อมด้วยสมุนไพรธรรมชาติ

หากความเสื่อมของข้อ สร้างปัญหาและความทุกข์ทรมานให้กับผู้ป่วย การรักษาโรคด้วยวิถีธรรมชาติ การใช้สมุนไพรที่มีประโยชน์ เพื่อบรรเทาอาการปวดข้อและลดการปวดบวมของกระดูก ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่อาจช่วยบรรเทาอาการของโรคที่เป็นอยู่ให้ดีขึ้นได้ โดยประโยชน์จากการนำสมุนไพรมาใช้บำบัดอาการของโรค เช่น

1.เพชรสังฆาต สมุนไพรชนิดนี้ เป็นไม้เถาเลื้อย เปลือกเถาเรียบเป็นข้อต่อๆ กัน เถาของเพชรสังฆาตมีลักษณะเหมือนกระดูก เป็นพืชที่มีลักษณะคล้ายข้อต่อกระดูก หมอยาพื้นบ้านใช้สมุนไพรชนิดนี้ในการรักษากระดูกหัก จึงมีชื่อเรียกที่บ่งบอกสรรพคุณอยู่หลายชื่อ คือ ร้อยข้อ ขันข้อ ต่อกระดูก เป็นต้น

มีการศึกษาวิจัยฤทธิ์ของเพชรสังฆาตพบว่า มีฤทธิ์ในการบำรุงกระดูก แก้ปวด แก้อักเสบ และสารฟลาโวน้อยด์ที่ทำให้เส้นเลือดแข็งแรง จากการทดลองพบว่า สารสกัดของเพชรสังฆาตเพิ่มความหนาและความแข็งแรงของกระดูกในหนู กระตุ้นกระบวนการสร้างเซล และสร้างเนื้อกระดูก เพชรสังฆาตจึงเหมาะที่จะนำไปใช้ในการแพทย์ทางเลือกสำหรับป้องกัน และรักษาโรคกระดูกพรุน หรือคนที่เป็นโรคข้อเสื่อม มีผลในการเพิ่มมวลกระดูก มีประสิทธิภาพในการลดอาการบวม และแก้การอักเสบ

ข้อควรระวัง คือ สมุนไพรเพรชสังฆาต มีสารแคลเซียมออกซาเลทสูง ไม่ควรสัมผัสหรือรับประทานโดยตรง เพราะจะทำให้เกิดการระคายเคืองในลำคอได้ การรับประทานในรูปแคปซูลจะทำให้ฤทธิ์ระคายเคืองถูกทำลาย

2.เถาวัลย์เปรียง สมุนไพรที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในอดีต ขึ้นอยู่ทั่วไปตามหัวไร่ปลายนา หน้าฝนออกดอกสีขาวเป็นช่อบานสะพรั่งสวยงาม ยอดอ่อนรับประทานได้ เถาของเถาวัลย์เปรียงถูกใช้นำมาเป็นส่วนประกอบในตำรับยาแก้กษัย แก้เหน็บชา ถ่ายเส้นเอ็น ถ่ายกษัต แก้เส้นเอ็นขอด แก้เมื่อยขบ ทำให้เส้นหย่อนแก้ปวด

ต่อมามีงานวิชาการพบว่า เถาวัลย์เปรียงมีฤทธิ์เพิ่มภูมิคุ้มกัน อันอาจมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคเอดส์ มะเร็ง หวัดและภูมิแพ้ รวมถึงผ่านการทดลองในคลินิก ซึ่งทดลองในคนแล้วผลปรากฏว่า ในการแก้ปวดจากเข่าเสื่อม โดยเปรียบเทียบกับนาโปรเซน ซึ่งเป็นยาต้านการอักเสบแผนปัจจุบัน พบว่าได้ผลไม่แตกต่างกันรวมถึงแก้การปวดหลังระดับเอว มีประสิทธิภาพในการแก้ปวด ลดการอักเสบโดยอาจใช้เป็นยาประคบ หรือทำเป็นยาต้มแก้ปวดเมื่อยก็ได้ เถาวัลย์เปรียงจึงจัดเป็นสมุนไพรอีกชนิดหนึ่ง ที่ตอบโจทย์การรักษาอาการปวดเมื่อยของกระดูกและข้อได้

3.งา พืชน้ำมันบำรุงชั้นยอด งาอุดมไปด้วยสารอาหารที่สำคัญอุดมไปด้วยแคลเซียมและฟอสฟอรัส รับประทานคู่กับถั่วธัญพืชต่างๆ จะยิ่งทำให้ได้รับสารอาหารที่จำเป็นต่อความแข็งแรงของกระดูก สรรพคุณของงา ในการเป็นยาบำรุงกระดูกเป็นความรู้ที่หมอยาทุกคน มีเป็นพื้นฐาน คนไทยใหญ่จะนิยมปลูกพืชหลักๆ 3 ชนิดคือ งา ข้าว เมี่ยง ซึ่งงาที่ปลูกคือ งาขาวและงาดำ น้ำมันจากงาดำจะเอามาใช้รักษากระดูกหัก แถมยังเป็นยาแก้ปวดบวมชั้นยอด ใช้ระงับอาการปวดบวมจากการเคล็ด ขัด ยอก ปวดตามเส้น หรือกล้ามเนื้ออ่อนล้า โดยจะใช้นำไปเคี่ยวกับสมุนไพรตัวอื่นๆ ด้วยก็ได้ เพราะน้ำมันงาจะทำหน้าที่ในการดึงตัวยาออกมา ช่วยเสริมประสิทธิภาพของตัวยาซึ่งกันและกัน

ข้อควรระวังคือ งาถือเป็นยาร้อน ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์อายุ 1-3 เดือน ไม่ควรกินงามากเกินไป รวมถึงผู้ที่ท้องเสียไม่ควรรับประทาน

4.หญ้าขัดมอน สมุนไพรตระกูลขัด มีสรรพคุณในการแก้ขัดต่างๆ เช่น อาการปวด ขัดตามข้อ ปัสสาวะขัด เป็นต้น หญ้าขัดถูกนำมาใช้เป็นทั้งยากิน ยาอาบ ยาพอก ฯลฯ ใช้ในการรักษาอาการปวดข้อ ปวดเมื่อย บำรุงเอ็น รวมถึงกล้ามเนื้อและกระดูก

วิธีการรักษาอาการปวดข้อ ทำได้โดยนำรากมาต้มดื่มแก้ปวดข้อ นอกจากนี้ขัดมอนยังเป็นยากระตุ้นกำลังชั้นดี ทำให้สดชื่น แก้อ่อนเพลีย ใครไม่รู้จักอาจนึกว่าขัดมอนเป็นแค่วัชพืช เพราะขัดมอนเป็นพืชที่พบอยู่ตามริมทางทั่วไป

5.เอ็นอ่อน เป็นสมุนไพรหนึ่งในยา “สามดูกสี่เอ็น” เพื่อรักษากระดูกและเอ็น ชื่อของสมุนไพรบ่งบอกถึงสรรพคุณที่ใช้ในการรักษากระดูกและเอ็น

วิธีการรักษาแก้อาการปวดเส้น ให้เอาเถาเอ็นอ่อน แก่นแจง เมล็ดก้ามปู มาต้มแล้วรับประทาน จะช่วยคลายหายปวดเส้นได้ หรืออาจนำเปลือกมาทำเป็นยาประคบ เพื่อแก้เส้นตึง ช่วยให้คลายเส้น และยืดเส้นเอ็น

6.ยอ สมุนไพรใกล้ตัว ยอถูกนำมาใช้ประโยชน์ เช่น ใบ ผล เป็นต้น ใบยอ ถูกนำมาใช้ทำอาหาร หรือทำเป็นยาพอกแก้ปวด แก้เคล็ดขัดยอก ผลยอสุกนำมาใช้รับประทานได้ ลูกยอบดใช้ทาผิวหนังฆ่าเชื้อโรค ในปัจจุบันมีการนำยอมาใช้รักษาโรคต่างๆ เช่น โรคเก๊าต์ โรคความดันโลหิตสูง อาการปวดกล้ามเนื้อและข้อต่อ โรคปวดในข้อ เป็นต้น

คนที่เป็นโรคข้อเสื่อมย่อมรู้สึกถึงความทรมานของร่างกาย ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย การรักษาด้วยการใช้สมุนไพรจากธรรมชาติ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่อาจช่วยบรรเทาอาการได้ไม่มากก็น้อย และสำหรับผู้ที่ยังไม่เป็นโรค การทำความรู้จักสมุนไพรพื้นบ้านที่มีประโยชน์รวมถึงสรรพคุณในด้านต่างๆ ไว้ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถนำไปใช้ในการดูแลตัวเอง แต่ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นยาชนิดใด นอกจากการศึกษาถึงสรรพคุณในด้านดีของยาแล้ว ควรศึกษาถึงข้อเสีย และข้อควรระวังไว้อีกด้านหนึ่งด้วย เพื่อความปลอดภัยในการนำมาใช้ เพราะเหรียญย่อมมี 2 ด้านเสมอ

โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร

บทความ สุขภาพ เพื่อสุขภาพ วิธีดูแลสุขภาพ เคล็ดลับสุขภาพ
Cr. ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://health.haijai.com/3935/

ขิง คือ สมุนไพรเพื่อสุขภาพและความงามที่ถูกใช้นานกว่า 3,000 ปี GINGER WILL SMOOTHEN YOUR SKIN

ขิงคือสมุนไพรเพื่อสุขภาพและความงาม

ขิงเป็นสมุนไพรที่ขึ้นชื่อในเรื่องสรรพคุณต่อต้านการอักเสบ มีฤทธิ์ต้านจุลชีพ ต้านอนุมูลอิสระ และฆ่าเชื้อ นอกจากนี้ยังเป็นสารกระตุ้นตามธรรมชาติที่มีบทบาทสำคัญในการดูแลผิว ความปรารถนาในการมีผิวสวยเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆทั้งในผู้ชายและผู้หญิง การอยู่ท่ามกลางแสงแดดมากเกินไปจะเร่งการเกิดริ้วรอย รูขุมขนกว้าง และมีการระบายสิ่งสกปรกใต้ผิวหนังลดลง หลังจากที่วิจัยและศึกษาว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผิว ในที่สุดเราก็พบคำตอบ-ขิงนั่นเอง เราพบว่ามีการใช้สมุนไพรชนิดนี้ในการบำรุงผิวพรรณมานานกว่า 3,000 ปีแล้วโดยชาวอินเดียและชาวจีน ที่สำคัญขิงมีคุณประโยชน์ทั้งในด้านสุขภาพและความงาม

มีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วว่าขิงมีสรรพคุณในการต่อต้านริ้วรอยก่อนวัยในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง ซึ่งบริษัทชั้นนำระดับโลกหลายแห่งก็พยายามที่จะใส่รากขิงในรูปแบบธรรมชาติดั้งเดิมลงไปในผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เพราะขิงจะช่วยระบายสิ่งสกปรกออกจากผิว ขณะเดียวกันก็สามารถลดความเสียหายที่เกิดจากการอาบแดด รวมทั้งช่วยบำรุงผิวที่แตก แห้งกร้าน หรือถูกแดดเผาได้อีกด้วย ข้อดีอีกอย่างคือขิงสามารถใช้ได้กับทุกสภาพผิวโดยไม่เกี่ยวข้องกับอายุ

ขิงช่วยละลายไขมันและป้องกันโรคอ้วนลงพุงได้

คุณทราบหรือไม่ว่าขิงช่วยในการลดน้ำหนัก รวมทั้งป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ การศึกษาล่าสุดจากสถาบันโภชนาการมนุษย์ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย พบว่าการดื่มน้ำขิงร้อนจะช่วยควบคุมความเร็วในการบริโภคแคลอรี่และทำให้รู้สึกอิ่มท้อง นอกจากนี้ขิงยังช่วยต่อต้านโรคมะเร็งอีกด้วย

การศึกษาพบว่า 6-gingerol มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่รุนแรงกว่าวิตามินอี ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดก้อนเนื้องอก ขิงมีฤทธิ์ทำให้เซลล์ที่เป็นต้นเหตุของโรคมะเร็งรังไข่ตาย รวมถึงกระบวนการกินกันเองของเซลล์ หรือแม้แต่การทำลายตัวเอง นี่ล่ะคือเหตุผลที่เราควรมีขิงไว้ติดครัว

ขิงคือยา

เราควรเลือกรับประทานอาหารอย่างระมัดระวัง ขิงคือเครื่องมือเสริมสร้างสุขภาพอันทรงพลังและสามารถเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ภายนอกได้ ขิงจะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น รวมถึงการดูแลผิวของเราในช่วงฤดูร้อน แม้ว่าขิงจะมีคุณประโยชน์มากมายแต่ก็มีคำเตือนเฉพาะกับผู้ที่เป็นโรคโลหิตจาง เนื่องจากขิงมีสรรพคุณลดการอุดตันของเส้นเลือดจึงอาจส่งผลกระทบต่อการรักษาได้

วิธีใช้

คุณสามารถทำเป็นเครื่องดื่มร้อนหรือเย็นก็ได้ หรือจะนำไปใส่ในซอส ซุป ผัดผัก และของหวานก็ได้ นอกจากนี้ยังสามารถนำไปบำรุงผิว เช่น มาส์กผิว ขัดผิว และนวดตัวได้อีกด้วย สารพัดประโยชน์จริงๆ!

ประโยชน์ที่ได้จากขิง

  • ลดเซลลูไลท์
  • ผิวพรรณเรียบเนียน
  • ลดอาการอักเสบ
  • ลดริ้วรอย
  • ละลายไขมัน
  • บำรุงผิวหน้า
  • ผิวพรรณผ่องใส นุ่มเนียน
  • ดีต่อทุกสภาพผิว

Source : yourstylishlife.com

Cr. ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก  http://issue247.com/health/ginger-will-smoothen-your-skin/

กลุ่มยาแก้ปวดฟัน ดาวเรือง

ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Tagetes erecta  L.
ชื่อสามัญ  African Marigold
วงศ์ Asteraceae
ชื่ออื่น :  คำปู้จู้หลวง (ภาคเหนือ) พอทู (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ล้มลุก สูง 15-60 ซม. ลำต้นเป็นร่อง สีเขียว แตกกิ่งก้านที่โคน ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ออกเรียงตรงกันข้าม ใบย่อยมี 11-17 ใบ รูปรี กว้าง 0.5-1.5 ซม. ยาว 1.5- 5 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบจักเป็นซี่ฟัน แผ่นใบสีเขียว เนื้อใบนิ่ม ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายยอด ดอกสีเหลืองเข้ม ริ้วประดับสีเขียว เชื่อมติดกันเป็นรูประฆัง หุ้มโคนช่อดอก ดอกแบ่งออกเป็น 2 วง คือ ดอกวงนอก เป็นรูปลิ้น บานแผ่ออกปลายม้วนลง เป็นดอกไม่สมบูรณ์ ดอกวงในเป็นเหลอดเล็กอยู่ตรงกลาง ช่อดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ก้านช่อดอกยาว ผล เป็นผลแห้งไม่แตก สีดำ ดอกแห้งติดกับผล
ส่วนที่ใช้ :
ใบ และช่อดอก เก็บตอนฤดูร้อน และฤดูหนาว ตากแห้งเก็บไว้ใช้ หรืออาจใช้สด

สรรพคุณ :

  • ใบ – รสชุ่มเย็น มีกลิ่นฉุน ใช้แก้ฝีฝักบัว ฝีพุพอง เด็กเป็นตานขโมย ตุ่มมีหนอง บวมอักเสบโดยไม่รู้สาเหตุ

  • ช่อดอก – รสขม ฉุนเล็กน้อย ใช้กล่อมตับ ขับร้อน ละลายเสมหะ แก้เวียนศีรษะ ตาเจ็บ ไอหวัด ไอกรน หลอดลมอักเสบ เต้านมอักเสบ คามทูม เรียกเนื้อ ทำให้แผลหายเร็วขึ้น และแก้ปวดฟัน

วิธีและปริมาณที่ใช้ :

  • ช่อดอก
    ใช้ภายใน
    – ใช้ช่อดอก 3- 10 กรัม ต้มน้ำดื่ม
    ใช้ภายนอก – ช่อดอกต้มเอาน้ำชะล้างบริเวณที่เป็น

  • ใบ
    ใช้ภายใน
    – ใช้ใบแห้ง 5- 10 กรัม ต้มน้ำดื่ม
    ใช้ภายนอก – ใช้ใบตำพอก หรือต้มเอาน้ำชะล้างบริเวณที่เป็น

    ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tagetes erecta L.

    ชื่อสามัญ : African Marigold

    วงศ์ : Asteraceae

    ชื่ออื่น : คำปู้จู้หลวง (ภาคเหนือ) พอทู (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)

    ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ล้มลุก สูง 15-60 ซม. ลำต้นเป็นร่อง สีเขียว แตกกิ่งก้านที่โคน ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ออกเรียงตรงกันข้าม ใบย่อยมี 11-17 ใบ รูปรี กว้าง 0.5-1.5 ซม. ยาว 1.5- 5 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบจักเป็นซี่ฟัน แผ่นใบสีเขียว เนื้อใบนิ่ม ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายยอด ดอกสีเหลืองเข้ม ริ้วประดับสีเขียว เชื่อมติดกันเป็นรูประฆัง หุ้มโคนช่อดอก ดอกแบ่งออกเป็น 2 วง คือ ดอกวงนอก เป็นรูปลิ้น บานแผ่ออกปลายม้วนลง เป็นดอกไม่สมบูรณ์ ดอกวงในเป็นเหลอดเล็กอยู่ตรงกลาง ช่อดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ก้านช่อดอกยาว ผล เป็นผลแห้งไม่แตก สีดำ ดอกแห้งติดกับผล
    ส่วนที่ใช้ : ใบ และช่อดอก เก็บตอนฤดูร้อน และฤดูหนาว ตากแห้งเก็บไว้ใช้ หรืออาจใช้สด

    สรรพคุณ :

    ใบ – รสชุ่มเย็น มีกลิ่นฉุน ใช้แก้ฝีฝักบัว ฝีพุพอง เด็กเป็นตานขโมย ตุ่มมีหนอง บวมอักเสบโดยไม่รู้สาเหตุ
    ช่อดอก – รสขม ฉุนเล็กน้อย ใช้กล่อมตับ ขับร้อน ละลายเสมหะ แก้เวียนศีรษะ ตาเจ็บ ไอหวัด ไอกรน หลอดลมอักเสบ เต้านมอักเสบ คามทูม เรียกเนื้อ ทำให้แผลหายเร็วขึ้น และแก้ปวดฟัน
    วิธีและปริมาณที่ใช้ :
    ช่อดอก
    ใช้ภายใน – ใช้ช่อดอก 3- 10 กรัม ต้มน้ำดื่ม
    ใช้ภายนอก – ช่อดอกต้มเอาน้ำชะล้างบริเวณที่เป็น
    ใบ
    ใช้ภายใน – ใช้ใบแห้ง 5- 10 กรัม ต้มน้ำดื่ม
    ใช้ภายนอก – ใช้ใบตำพอก หรือต้มเอาน้ำชะล้างบริเวณที่เป็น

Cr. ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก  http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_18_2.htm

 

9 ผัก สมุนไพร มหัศจรรย์ รักษาได้หลากโรค

อาหารที่ผู้บริโภคเห็นความสำคัญน้อยที่สุดอย่าง ผัก นั้น กลับกลายเป็นอาหารที่มีคุณค่ามากชนิดหนึ่ง เพราะมีสารอาหารที่ร่างกายต้องการ เช่น เกลือแร่ วิตามิน อยู่เป็นจำนวนมาก และที่สำคัญคือ สารบางอย่างที่มีคุณค่าต่อร่างกาย จะมีเฉพาะใน ผัก เท่านั้น เห็นที่ว่าจะไม่ลิ้มชิมรส ผัก ก็คงจะไม่ดีต่อสุขภาพนัก

นอกจากใน ผัก จะมีคุณค่าต่อร่างกายแล้ว ผัก ยังช่วยรักษาโรคได้อย่างไม่น่าเชื่อ บางทียาที่หมอให้ ยังไม่อาจสู้ทานพืช ผัก เหล่านี้เลย เรามาดูกันว่ามี ผัก อะไรที่ช่วยรักษาโรคได้อย่างน่ามหัศจรรย์ บ้าง

1. ขี้เหล็ก

สำหรับคนสมัยใหม่ อาจจะไม่ชอบทานสักเท่าไรนัก แต่ถ้าเป็นคนสมัยก่อน รุ่นคุณพ่อคุณแม่เราขึ้นไปแล้ว บอกเลยว่าอาหารที่ทำด้วย ผัก ขี้เหล็กจัดเป็นอาหารรสเลิศถูกปากมากเลยทีเดียว

และนอกจากใช้ประกอบอาหารแล้ว ใบขี้เหล็กสามารถรับประทานเป็นยาชั้นดี เพราะใบขี้เหล็กมีทั้งวิตามินเอ วิตามินซี เส้นใย แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินบี 1 และไนอาซิน

สรรพคุณทางยาของใบขี้เหล็กมีสารชนิดหนึ่งออกฤทธิ์ต่อประสาททำให้นอนหลับดี แก้ท้องผูกได้ดี และบำรุงร่างกายให้กระชุ่มกระชวยได้

2. หัวปลี

หัวปลี ที่เป็นส่วนดอกของต้นกล้วย ที่หลายคนไม่ชอบทาน หารู้ไม่ว่าใบหัวปลีนั้นมีธาตุเหล็ก ช่วยบำรุงเลือด แก้โลหิตจาง และยังคงลดน้ำตาลในเลือดได้ รวมถึงยังสามารถทานแก้โรคเกี่ยวกับลำไส้ได้เป็นอย่างดี

 

3. มะระขี้นก

มะระขี้นก เป็น ผัก พื้นบ้านของไทย ที่คนไทยนิยมนำยอดอ่อนและผลอ่อนมาปรุงเป็นอาหารโดยนำมาลวกเป็น ผัก จิ้ม แต่หลายคนก็ไม่ชอบทานนัก เพราะว่าขม มีผิวขรุขระ แต่ว่ามะระขี้นกนี้ เป็นยาชนะเบาหวานชั่นยอดเลยนะ

เพราะมะระขี้นกนี้ ช่วยลดน้ำตาลในเลือด อันเป็นสาเหตุของเบาหวาน และสามารถชะลอการเกิดต้อกระจกซึ่งเป็นอาการแทรกซ้อนของโรคเบาหวานได้

รูปแบบวิธีทานที่ให้ผลลดน้ำตาลในเลือดก็ไม่ซับซ้อน คือสามารถใช้ได้ทั้งน้ำคั้น ชงเป็นชา หรือกินในรูปแบบของแคปซูล ผงแห้งก็ได้

4. ผัก ตำลึง

ตำลึงเป็น ผัก ที่นิยมนำยอดมาลวกหรือนึ่ง เป็น ผัก จิ้มน้ำพริก หรือนำยอดอ่อน ใบอ่อนมาปรุงเป็นอาหารได้หลากหลาย
คำลึงจัดว่ามีสรพพคุณทางยาที่เยอะมาก อย่างผลอ่อนที่ก้านดอกเริ่มจะหลุดกินสดได้กรอบอร่อย ไม่ขม เป็นยาบำรุงสุขภาพ รักษาปากเป็นแผล ได้

หลายคนใช้ตำลึงในการรักษาโรคผิวหนังพวกผื่นแพ้ ตำแย หมามุ่ย หนอนคัน บุ้ง หอยคัน มดคันไป ผื่นคันจากน้ำเสีย ผื่นคันจากละอองข้าว ผื่นคันชนิดที่ไม่รู้สาเหตุ เริม งูสวัด สุกใส หิด สิว ฝีหนอง เป็นต้น

บางคนก็ทานตำลึง เพื่อระบายท้อง ลดการอึดอัดท้องหลังกินอาหารเนื่องจากมีสารช่วยย่อยแป้ง และช่วยแก้ร้อนใน เป็นต้น
และที่สำคัญคือตำลึงเป็นยาพื้นบ้านใช้รักษาเบาหวาน ทั้งราก เถา ใบ ใช้ได้หมด มีสูตรตำรับหลากหลาย และในตำราอายุรเวทก็มีการใช้เป็นยารักษาเบาหวานมานานนับพันปี ชาวเบงกอลในอินเดียใช้ตำลึงเป็นยาประจำวันสำหรับแก้โรคเบาหวาน

5. ผักเชียงดา

ผักเชียงดา เป็นพืชผักไม้เลื้อย ทางภาคเหนือ เถาสีเขียว ทุกส่วนมีน้ำยางสีขาวเหมือนน้ำนม ใบ เดี่ยว รูปกลมรี ท้องใบเขียวแก่กว่าหลังใบ ใบออกตรงข้อเป็นคู่ๆ
ยอดอ่อนและใบอ่อนของผักเชียงดา นำมากินเป็นผัก มีรสขมอ่อนๆ และมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก และยังเป็นผักที่หมอยาพื้นบ้านใช้เป็นผักเพิ่มกำลังในการทำงานหนักและใช้เป็นยารักษาเบาหวาน
นอกจากนี้ผักเชียงดาสามารถนำไปใช้ลดน้ำหนัก เพราะว่าผักเชียงดาช่วยให้มีการนำน้ำตาลไปเผาผลาญมากกว่าการนำไปสร้างเป็นไขมันสะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย และพบมีรายงานการศึกษาว่าผักเชียงดาสามารถช่วยลดน้ำหนักได้จริง

 

6. แครอท

นับเป็นผักที่ให้เบต้าแคโรทีสูง ซึ่งสารที่พบในแครอทนี้จะช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย มีคุณสมบัติเป็นยาฆ่าเชื้อ ซึ่งจะออกฤทธิ์ในการรักษาไข้หวัด ไอ เจ็บคอ ปอดอักเสบ ลดการอักเสบและบวมได้ ถ้าใช้ทาผิวภายนอกช่วยลดอาการแสบร้อนของผิวเนื่องจากโดนแดดเผาไหม้ ลดฝ้าและรอยด่างดำลงได้

นอกจากนี้การทานแครอทยังช่วยป้องกันลดมะเร็งปอด มะเร็งมดลูก กระเพาะอาหารและเต้านม ช่วยฟื้นฟูผู้ป่วยในระยะพักฟื้น ลดความอ่อนเพลียเหนื่อยง่าย รักษาโรคลำไส้อักเสบ ช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดขาว บรรเทาอาการข้ออักเสบ ช่วยล้างพิษในตับ บำรุงสายตา แก้ตาฝ้าฟาง ตาบอดกลางคืน ช่วยขับปัสสาวะ ช่วยย่อยอาหาร ขับพยาธิไส้เดือน บำรุงผิว ชะลอความชราของผิวพรรณได้ดีด้วย

 

7. ถั่วฝักยาว

รู้หรือไม่ว่าผักที่มีวิตามีนซีสูงที่ช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็กได้ดี ที่จะมีผลช่วยให้เลือดดี ผิวพรรณสวย

ถั่วฝักยาวมีกากใยอาหารจำนวนมาก ซึ่งกากใยชนิดนี้จะทำปฏิกิริยากับกรดในกระเพาะ ได้สารจำพวกเจลลาตินเคลือบที่กระเพาะ ทำให้รู้สึกอิ่มเร็วอิ่มนาน สารชนิดนี้จะช่วยลดคอเลสเตอรอลได้เพราะว่าจะไปจับกับกรดน้ำดี เมื่อน้ำดีไม่พอใช้ในร่างกายก็ต้องสร้างขึ้นมาใหม่ ซึ่งการใช้น้ำดีต้องใช้คอเลสเตอรอลเป็นวัตถุดิบ ด้วยเหตุนี้จึงสามารถช่วยลดคอเลสเตอรอลลงได้ ถ้านำถั่วฝักยาวไปต้มเอาน้ำดื่มจะช่วยรักษาบำรุงไต

8. กะหล่ำปลี

เป็นผักที่ได้รับการยกย่องว่าสามารถป้องกันรักษามะเร็งได้หลายชนิด มีวิตามินซีสูง มีสารอาหารกลูตามีนช่วยกระตุ้นให้กระเพาะอาหารสร้างเยื่อบุผนังกระเพาะได้รวดเร็ว ทำให้แผลในกระเพาะอาหารและลำไส้หายได้เร็ว จึงใช้เป็นอาหารในการรักษาโรคกระเพาะและป้องกันมะเร็งลำไส้ได้ดี

อีกทั้ง กะหล่ำปลียังช่วยเสริมสร้างระบบภูมิ คุ้มกันในร่างกาย ช่วยล้างพิษในตับ ช่วยให้ระบบน้ำดีทำงานได้ปกติ ลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยใช้น้ำคั้นหรือกินสด (แต่ปริมาณในแต่ละวันไม่มาก) ใช้ใบสดประคบเต้านมแม่ลูกอ่อนช่วยลดความปวดจากการคัดเต้านมลงได้

9. ผักกาดขาว

ถือเป็นเจ้าแห่งเส้นใยและโฟเลท ซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่มีบทบาทในการควบคุมความเป็นปกติของชีวิตทารกที่อยู่ในครรภ์มารดา นั่นคือการสร้างระบบประสาทและ DNA

อีกทั้งเส้นใยของผักกาดขาวช่วยกระตุ้นการเคลื่อน ไหวของลำไส้ ช่วยในการย่อยอาหาร ป้องกันอุจจา ระแข็ง เนื่องจากเส้นใยไม่จับกันแน่นและสามารถถนอมน้ำไว้จึงทำให้การขับถ่ายเป็นไปอย่างปกติ

ไม่เพียงแค่นี้ เพราะผักกาดนั้นมีรสหวานไม่ร้อนไม่เย็น ช่วยลดอาการอึดอัดบริเวณหน้าอก ช่วยให้จิตใจผ่อนคลาย ช่วยลดความเครียด ช่วยบรรเทาอาการนอนไม่หลับ ลดการเต้นของหัวใจ ช่วยเพิ่มสมรรถภาพในการทำงานของไต

สารพัดประโยชน์ และเป็นได้สารพัดยาเลยล่ะค่ะ สำหรับผักแต่ละชนิด บางทีสิ่งเหล่านี้อาจอยู่ใกล้ตัวเรามากเกินไปจนหลายคนมองข้ามคุณค่าที่น่าทึ่งไป อย่าลืมชายตามองพืชผักกันบ้าง แล้วคุณจะได้ฟื้นฟูสุขภาพจากอาหารนานาประดยชน์อย่างพืชผักเหล่านี้

 

ขอบคุณที่มาจาก : www.emaginfo.com

Cr. ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก  http://health.mthai.com/howto/thai-medicine/9818.html

สบู่โปรเฟม PROFEMME

สบู่โปรเฟม

ด้วยการผสานสุดยอดวัตถุดิบชั้นเยี่ยม
เต็มเปี่ยม      ด้วยประสิทธิภาพสูงสุดที่
ทำความสะอาดผิวได้ล้ำลึก กระตุ้นการ
ไหลเวียนของโลหิต    เพื่อสัมผัสความ
สดชื่น กระจ่างใสอย่างเห็นได้ชัดรักษา
สิว ฝ้า กระ ได้เป็นอย่างดี ต้านเชื้อแบค-
ทีเรีย ไรฝุ่น เชื้อราในร่มผ้า ขจัดเซลล์ผิว
เก่าสร้างเซลล์ผิวใหม่ ล้างเครื่องสำอาง
ได้สะอาดหมดจด ในขั้นตอนเดียว
วิธีใช้ : ล้างหน้าเป็นประจำ วันละ 2 ครั้ง
(เช้า-เย็น)
สัมผัสความมหัศจรรย์แห่งผิวได้ภายใน3นาที

 

ฝรั่ง สรรพคุณและประโยชน์ของฝรั่ง 33 ข้อ !

ฝรั่ง ชื่อสามัญ Guava ฝรั่ง ชื่อวิทยาศาสตร์ Psidium guajava Linn. จัดเป็นผลไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในแถบอเมริกากลางและในหมู่เกาะอินดีสต์ตะวันตก และคาดว่ามีการนำเข้ามาในประเทศไทยในช่วงสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยสายพันธุ์ในบ้านเราที่นิยมนำมารับประทานสดๆ ก็ได้แก่ฝรั่งกิมจู ฝรั่งเวียดนาม ฝรั่งแป้นสีทอง ฝรั่งไร้เมล็ด ฝรั่งกลมสาลี่ เป็นต้น

ฝรั่งเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด โดยจัดเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงที่สุดในบรรดาผลไม้ทุกชนิด ในฝรั่งน้ำหนัก 165 กรัม จะให้วิตามินสูงถึง 377 มิลลิกรัม ! มีวิตามินซีสูงกว่าส้มถึง 5 เท่า !

ฝรั่ง เป็นผลไม้เพื่อสุขภาพที่เหมาะมากสำหรับผู้ที่ต้องการลดความอ้วน ลดน้ำหนัก หรือผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนัก เนื่องจากฝรั่งอุดมไปด้วยกากใยอาหาร เมื่อรับประทานแล้วจะทำให้อิ่มนาน ช่วยกำจัดท้องร้องอาการหิวที่คอยมากวนใจ เพราะกากใยจะช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ ช่วยปรับระดับการใช้อินซูลินของร่างกายให้เหมาะสม และกากใยยังช่วยล้างพิษโดยรวบได้อีกด้วย จึงส่งผลทำให้ผิวพรรณดูเปล่งปลั่งสดใส

คำแนะนำ : การรับประทานฝรั่งไม่ควรจะปอกเปลือกทั้งนี้เพื่อคงคุณค่าของสารอาหาร และไม่ควรรับประทานมากจนเกินไป ถ้าเป็นไปได้ไม่ควนรับประทานร่วมกับพริกเกลือน้ำตาลหรืออื่นๆ เพราะนอกจากจะไม่มีประโยชน์แล้วยังทำให้เราอ้วนขึ้นอีกด้วย

คุณค่าทางโภชนาการของฝรั่งต่อ 165 กรัม

•  พลังงาน 112 กิโลแคลอรีสรรพคุณของฝรั่ง      
               •  เส้นใยอาหาร 8.9 กรัม 36%
               •  โปรตีน 4.2 กรัม 8% • ไขมัน 1.6 กรัม 2%
               •  คาร์โบไฮเดรต 23.6 กรัม 8%
               •  วิตามินเอ 1030 IU 21%
               •  วิตามินซี 377 มิลลิกรัม 628%
               •  วิตามินบี1 0.1 มิลลิกรัม 7%
               •  วิตามินบี2 0.1 มิลลิกรัม 4%
               •  วิตามินบี3 1.8 มิลลิกรัม 9%
               •  กรดโฟลิก 81 ไมโครกรัม 20%
               •  ธาตุแคลเซียม 30 มิลลิกรัม 3%
               •  ธาตุฟอสฟอรัส 66 มิลลิกรัม 7%
               •  ธาตุเหล็ก 0.4 มิลลิกรัม 2%
               •  ธาตุโพแทสเซียม 688 มิลลิกรัม 20%
               •  ธาตุทองแดง 0.4 มิลลิกรัม 19%

% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่

ประโยชน์ของฝรั่ง

               1. มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูงมากซึ่งช่วยในการชะลอวัยและริ้วรอยต่างๆได้ดี
               2. ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย
               3. ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส ปกป้องผิวหนังจากอนุมูลอิสระต่างๆ
               4. เป็นผลไม้ที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดความอ้วน ลดน้ำหนักหรือควบคุมน้ำหนัก
               5. ช่วยลดไขมันในเลือด
               6. สรรพคุณของฝรั่งช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็ง
               7. ใช้รักษาโรคอหิวาตกโรค
               8. ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง
               9. ช่วยรักษาโรคเบาหวาน
              10. ช่วยป้องกันอาการผิดปกติของหัวใจได้
              11. ใบฝรั่งใช้ในการดับกลิ่นปาก ด้วยการนำใบสด 3-5 ใบมาเคี้ยวแล้วคายกากทิ้ง
              12. ผลอ่อนช่วยบำรุงเหงือกและฝัน
              13. ใบฝรั่งช่วยบรรเทาอาการปวดฟัน เหงือกบวม
              14. ประโยชน์ของฝรั่งช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิดหรือโรคเลือดออกตามไรฟันได้
              15. รากใช้แก้อาการเลือดกำเดาไหล
              16. น้ำต้มผลฝรั่งตากแห้ง ช่วยรักษาอาการเสียงแห้ง แก้คออักเสบ
              17. น้ำต้มใบฝรั่งสดช่วยรักษาอาการท้องเสีย ป้องกันโรคลำไส้อักเสบ
              18. ใบช่วยรักษาอาการท้องเดิน ท้องร่วง
              19. ชาที่ทำจากใบอ่อนใช้สำหรับรักษาโรคบิด
              20. ผลสุกใช้ทานเป็นยาระบาย แก้อาการท้องผูก
              21. ช่วยล้างพิษโดยรวมในร่างกาย
              22. ใบช่วยแก้อาการปวดเนื่องจากเล็บขบ
              23. ใช้ทาแก้ผื่นคัน แผลพุพองได้
              24. ใบใช้แก้แพ้ยุง
              25. ใบฝรั่งใช้รักษาบาดแผล
              26. ใบใช้เป็นยาล้างแผล ดูดหนอง ถอนพิษบาดแผล แก้พิษเรื้อรัง น้ำกัดเท้า
              27. รากใช้แก้น้ำเหลืองสี เป็นฝี แผลพุพอง
              28. ใช้ในการห้ามเลือด ด้วยการใช้ใบมาตำให้ละเอียดแล้วนำมาพอกบริเวณที่มีเลือดออก (ควรล้างใบให้สะอาดก่อน)
              29. ช่วยในการดับกลิ่นสาบจากแมลงและซากหนูที่ตาย ด้วยการใช้ฝรั่งสุก 2-3 ลูกวางทิ้งไว้ในรัศมีของกลิ่น กลิ่นดังกล่าวก็จะค่อยๆหายไป
              30. การรับประทานฝรั่งจะช่วยขจัดคราบอาหารบนตัวฟันได้
              31. เปลือกของต้นฝรั่งนำมาใช้ทำสีย้อมผ้า
              32. นิยมนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ฝรั่งดอง ฝรั่งแช่บ๊วย พายฝรั่ง และขนมอีกหลากหลายชนิด
              33. นำมาใช้ทำเป็นยาแคปซูลแก้ท้องเสียจากใบฝรั่ง ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรม ซึ่งบรรจุแคปซูลละ 250 มิลลิกรัม

แหล่งอ้างอิง : http://www.greenerald.com/ฝรั่ง/
Cr. ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก  http://www.phyathai.com/medicalarticledetail/3/40/690/th

เผยสูตรสมุนไพร ปลุกเจ้าโลกผงาด

แพทย์แผนไทยเปิดตำรับยาบำรุงท่านชาย “ชูกำลังเครื่องเพศ” ช่วยปลุกเจ้าโลกให้แข็งตัว เลือดลมไหลเวียนดี คืนกำลังวังชา แนะ 3 ตำรับยาทำกินเองได้ พร้อมแจกสูตร

หลังจากแพทย์แผนไทยเผยสูตรเด็ดสมุนไพร “หญ้ารีแพร์” หรือ “หญ้าฮียุ่ม” ที่มีสรรพคุณช่วยกระชับช่องคลอดหญิงไปแล้ว และเพื่อไม่ให้น้อยหน้า ผู้สื่อข่าวรายงานเเมื่อวันที่ 25 ส.ค. หลังได้รับการเปิด เผยจากนายคมสัน ทินกร ณ อยุธยา แพทย์แผนไทยและที่ปรึกษากรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการ แพทย์ทางเลือก ว่าสุขภาวะโดยรวม ของเพศหญิงจะดีหรือไม่สามารถสังเกตได้ที่ประจำเดือน

สำหรับเพศชายสามารถดูได้ด้วยสุขภาวะทางเพศ คือ หากมีสุขภาวะทางเพศดี ร่างกายและจิตใจก็จะดีตามไปด้วย โดยเพศชายจะแบ่งอายุออกเป็น 3 ช่วงวัย คือ 1.ปฐมวัย อายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 17 ปี 2.วัยมัชฌิม หรือวัยกลาง อายุตั้งแต่ 17-32 ปี และ 3.วัยปัจฉิม หรือวัยท้าย อายุตั้งแต่ 32 ปีขึ้นไป โดยแต่ละวัยร่างกายจะดีก็ต่อเมื่อธาตุในร่างกายสมดุล โดยเฉพาะนํ้าและไฟ หากร่างกายไม่สมดุลก็จะรักษาด้วยตำรับยา โดยแบ่งเป็นตำรับยาที่มาเติมในส่วนขาด และเอาสิ่งที่เป็นส่วนเกินออกไป
โดยตำรับที่ประชาชนสามารถทำกินเองได้มี 3 ตำรับ คือ 1.ตำรับน้ำกระสายยาเพิ่มแรงขับทางเพศในปฐมวัย ส่วนประกอบ คือ เนื้อแตงโม ลูกมะเดื่อสด กล้วยหอมสด แกนสับปะรดสด น้ำผึ้ง น้ำมะนาว ไข่แดงสด น้ำทับทิม นำมาปั่นรวมกันดื่มตอนเช้าวันละครั้ง จะช่วยปรับร่างกายให้สมดุล หากมีไฟหรือแรงขับน้อย อาการที่บ่งบอกคืออ้วน เคลื่อนไหวร่างกายได้ช้า เจ็บป่วยง่าย ซึ่งเป็นอาการทางน้ำ จากการที่มีน้ำเยอะไฟน้อย

นายคมสันกล่าวว่า 2.ตำรับกำลังบุรุษ ส่วน ประกอบคือ น้ำข้าวสด น้ำอ้อยสด น้ำต้มลูกเดือย น้ำต้มแห้ว น้ำต้มกระจับ น้ำต้มผลมะเดื่อแห้ง โดยนำมาผสมเข้าด้วยกันใส่น้ำตาลกรวด เกลือเล็กน้อย น้ำเนื้อลูกเดือย แห้ว กระจับ สับละเอียดผสมเล็กน้อย ดื่มทั้งน้ำและเนื้อไปพร้อมกัน ช่วยบำรุงกำลัง ผู้หญิงกินได้ ผู้ชายกินดี กินได้ทุกวัย และ 3.ตำรับบุรุษโลหิตัง ส่วนประกอบคือ กำลังวัวเถลิง ดอกคำฝอย ดอกคำไทย ดอกคำแสด เถาวัลย์เปรียง เถาคันแดง เกสรเจ็ด ครั่ง เถาบอระเพ็ด นำทั้งหมดมาบดให้ละเอียด ใช้น้ำผึ้งเป็นกระสายยา ทำเป็นลูกกลอน กินวันละ 3 เวลา ครั้งละ 3 ลูก จะช่วยบำรุงโลหิตผู้ชายสามารถกินได้ตั้งแต่อายุ 18 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ยังมีตำรับอื่นๆอีก แต่จะต้องปรึกษาแพทย์แผนไทยก่อนใช้ อาทิ ตำรับไฟกามราคะจริต ตำรับกำลังเครื่องเพศ เครื่องพอกเครื่องเพศชาย น้ำมันชะโลมเครื่อง เพศชาย โดยตำรับยาแพทย์แผนไทยดังกล่าวจะช่วยบำรุงโลหิต บำรุงร่างกายให้ดี ซึ่งเมื่อการไหลเวียนของเลือดลมดีก็จะทำให้ระบบร่างกายทุกอย่างดี รวมถึงระบบสืบพันธุ์ อย่างไรก็ตาม สูตรตำรับยาบำรุงเพศชายมีประมาณ 10 สูตร และทั้ง 10 สูตรจะนำไปเผยแพร่ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ 11 ระหว่างวันที่ 3-7 ก.ย.2557 ด้วย

นายคมสันกล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม สำหรับตำรับกำลังเครื่องเพศ มีส่วนประกอบคือ รากบัวหลวง โกฎเชียง อำพันทอง ชะมดเชียง เมล็ดหมามุ้ย ตังถั่งเช่า เทียนทั้งสาม รากแฝกหอม นมกระชายทั้งสาม ดอกคำฝอย ดอกคำแสด เมล็ดฟักทอง เมล็ดแตงโม ผงจมูกข้าว ผงไข่แดง ผงกล้วยตากแห้ง รากประดู่โคก และกวาวเครือแดง ซึ่งถือเป็นอีก  ตำรับที่เหมาะสมกับเพศชายที่มีปัญหาอวัยวะเพศชายแข็งตัวยากและช้า ให้สามารถกลับมามีอวัยวะเพศที่แข็งตัวได้ดีขึ้น เนื่องจากตำรับดังกล่าวมีสรรพคุณช่วยให้การไหลเวียนของโลหิตบริเวณส่วนล่างไหลเวียนได้ดีขึ้น ทั้งนี้ หากเพศชายมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของเลือดลมที่ไหลเวียนไม่ดีขอให้เข้าปรึกษาแพทย์ร่วมกับการกินยาตำรับต่างๆด้วยจะดีกว่าการปรุง รับประทานเอง เนื่องจากหากพบแพทย์แผนไทยก็จะได้ทราบถึงปัญหาได้ตรงจุดขึ้น

Cr. ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก   http://www.thairath.co.th/content/445755

 

 

สมุนไพรรักษาโรคเก๊าท์ ขับกรดยูริค บรรเทาอาการเจ็บปวด

มาทำความรู้จักสมุนไพรรักษาโรคเก๊าท์กันค่ะ

โรคเก๊าท์ (Gout) คือ โรคข้ออักเสบชนิดหนึ่ง เกิดจากการมีปริมาณกรดยูริกในเลือดมากเกินไป อาจเกิดจากกระบวนการเผาผลาญของร่างกายผิดปกติหรือระบบไตทำงานไม่ดีจึงไม่สามารถขับกรดยูริกออกมาได้ ทำให้เกิดการตกตะกอนของเกลือยูเรต จนเป็นผลึก สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆของร่างกาย โดยเฉพาะไต และข้อต่อต่างๆ คนที่เป็นโรคเก๊าท์จะมีอาการข้ออักเสบเฉียบพลัน จนกลายเป็นอักเสบแบบเรื้อรังของข้อ มักพบบริเวณนิ้วหัวแม่เท้า ข้อเท้า โดยจะมีอาการบวมแดง ร้อนบริเวณรอบๆข้อ และปวดมาก อาการปวดจากโรคเก๊าท์จะต่างจากอาการปวดข้อจากสาเหตุอื่นๆ เพราะอยู่เฉยๆก็ปวด และไตเริ่มทำงานผิด ทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนอื่นๆตามมาด้วย

การรักษาด้วย สมุนไพรรักษาโรคเก๊าท์ เราอาจเริ่มจากสมุนไพรที่ช่วยบำรุงไตให้แข็งแรง เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของไตให้ดีขึ้นจนสามารถขับกรดยูริคออกจากร่างกายได้เป็นปกติ ซึ่งก็ตรงกับการรักษาของแพทย์แผนจีนที่ให้ความสำคัญกับการบำรุงไตในการรักษาโรคเก๊าท์ สำหรับสมุนไพรที่ช่วยบำรุงไต ได้แก่

เห็ดหลินจือ ช่วยฟื้นฟูการทำงานของไต สร้างสมดุลของระบบภูมิคุ้มกัน ลดการอักเสบของไต และเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบหมุนเวียนโลหิต

หญ้าใต้ใบ มีสรรพคุณเป็นยาขับปัสสาวะ สามารถขับกรดยูริคออกทางปัสสาวะได้ และช่วยกระตุ้นสมรรถภาพการทำงานของไตให้ดีขึ้น

นอกจากนี้ผู้ป่วยโรคเก๊าท์ยังต้องเผชิญกับการปวดตามข้อต่างๆ และการอักเสบที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา สมุนไพรในส่วนที่ช่วยรักษาหรือบรรเทาอาการเจ็บปวด และอักเสบ เช่น

ขมิ้นชัน ช่วยลดอาการปวดข้อ จึงบรรเทาปวดข้อ ซึ่งเป็นอาการปกติที่คนเป็นโรคเก๊าท์ทั่วไปเป็นกัน และป้องกันการอักเสบได้เป็นอย่างดี

เถาวัลย์เปรียง เป็นสมุนไพรที่คนไทยรู้จักกันดีว่ามีประโยชน์ในด้าน แก้อาการปวดเมื่อยต่างๆ บำรงกำลัง และยังมีผลการวิจัยจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ยืนยันสรรพคุณดังกล่าวด้วย คือ แก้ปวดเมื่อย แก้กล้ามเนื้ออักเสบ เราสามารถใช้เถาวัลย์เปรียงแทนยาแก้อักเสบแผนปัจจุบันได้ โดยไม่มีผลข้างเคียงต่อร่างกาย นอกจากนี้ยังพบว่า เถาวัลเปรียงช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันร่างกาย ช่วยสร้างเม็ดเลือดขาว รักษาผู้ที่มีอาการข้อเข่าเสื่อมได้อีกด้วย เมื่อทานเถาวัลย์เปรียงอาจทำให้ปัสสาวะบ่อยซึ่งอาจเป็นประโยชน์ในการช่วยขับกรดยูริคออกมาทางปัสสาวะได้อีกทางหนึ่ง

ใบยอ สามารถแก้ปวดข้อได้ แต่ไม่ควรรับประทานสดๆเนื่องจากมีสารที่เป็นพิษ ปัจจุบันมีงานวิจัยใบยอด้วยการนำใบยอไปย่างไฟแล้วนำมาประคบบริเวณข้อที่ปวดจากโรคเก๊าท์ นาน15-20 นาที ทำวันละ 2-3 ครั้ง ต่อเนื่องไป อาการปวดจะค่อยๆดีขึ้น สามารถทำให้อาการปวดลดลงได้ เป็นวิธีง่ายๆที่สามารถทำเองได้ที่บ้านคะ

หญ้าหนวดแมว สมุนไพรอย่างหญ้าหนวดแมวที่มีสรรพคุณในการขับกรดยูริค หญ้าหนวดแมว มีเกลือโปรแตสเซียม ช่วยในการขับปัสสาวะและขยายหลอดไตให้กว้าง ช่วยขับกรดยูริคเนื่องจากหญ้าหนวดแมวทำให้ปัสสาวะเป็นด่าง ผู้ที่รับประทายหญ้าหนวดแมว จะมีการขับกรดยูริคออกมาทางปัสสาวะเพิ่มขึ้น และทำให้ปัสสาวะเป็นด่าง ทำให้กรดยูริคตกตะกอนน้อยลงด้วย

มะเฟืองเปรี้ยว เป็นสูตรที่บอกต่อกันมาแต่โบราณเฉพาะกลุ่ม ใช้มะเฟืองเปรี้ยวสุก 1 ผล น้ำผึ้งแท้ 1 ช้อนโต๊ะ ใส่เกลือป่นเล็กน้อย ผสมน้ำต้มสุก 2 แก้วปั่นให้เข้ากัน ดื่มครั้งละเกือบเต็มแก้วเช้าเย็นก่อนอาหาร ติดต่อกันหกวัน (ที่มา: เพจเกษตรอินทรีย์ เออีซี ฟาร์ม)

นอกจากการรับประทานสมุนไพรรักษาโรคเก๊าท์ จะช่วยบรรเทาอาการของโรคได้ แต่ก็ยังมีปัจจัยอื่นๆอีกที่ผู้ป่วยโรคเก๊าท์ควรระวัง เช่น การทานอาหารที่มีพิวริน (Purines) สูงๆ เช่น ตับอ่อน ตับ ม้าม ลิ้น เครื่องในสัตว์ กะปี ไข่ปลา ปลากระป๋อง น้ำเกรวี อาหารเหล่านี้ควรงดรับประทาน เพราะสารพิวรินเมื่อถูกย่อยสลายแล้วจะกลายเป็นกรดยูริค เราจึงไม่ควรเพิ่มสารชนิดนี้ให้กับร่างกาย ส่วน เนื้อสัตว์ เบีย ข้าวโอ๊ต ผัก (หน่อไม้ฝรั่ง กะหล่ำดอก เห็ด) อาหารทะเล อาหารกลุ่มนี้ควรลดปริมาณการทานให้น้อยลง ก็จะช่วยลดความรุนแรงของโรคได้ การเจ็บปวดก็จะน้อยลง เราก็สามารถใช้ชีวิตได้ไม่ลำบากด้วยคะ

 

Cr. ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก  http://clinicherbs.com/gout-herbs/