ข้าวทิพย์ประทาน ต่างกับข้าวทั่วไปยังไง

ข้าวทิพย์ประทาน

คือ ข้าวนึ่ง (Parboiled rice)   มีการส่งออกไปในตลาดต่างประเทศ
ปีละหลายล้านตัน  ทำไมชาวต่างชาติ จึงนิยมทานข้าวนึ่ง  เพราะว่า

ข้าวนึ่ง ได้ผ่านกระบวนการผลิต  ที่ทำให้สารอาหาร และวิตามินต่างๆ
ที่อยู่รอบเมล็ดข้าว   ถูกผลักเข้าไปอยู่ในเมล็ด    ในขณะที่ยังเป็นข้าว
เปลือก ทำให้ข้าวนึ่งมีคุณประโยชน์และวิตามินสูงกว่าข้าวปกติทั่วไป
แม้จะซาวน้ำ      ก็ไม่ทำให้คุณประโยชน์ในเมล็ดข้าวจางหายไปเยอะ
เหมือนกับข้าวกล้อง

หลายคนสงสัยว่า ข้าวนึ่ง ทานได้ทุกคนมั้ย
ตอบ…ทานได้หมดทุกเพศ ทุกวัย เพราะคือข้าว แค่ผ่านกระบวนการ
นวัตกรรมที่ได้คิดค้น วิจัยกันมา ไม่ได้เคลือบหรือเติมแต่งสารที่เป็น
อันตรายอันใดเลย  แม้คนที่เป็น  เบาหวาน ความดัน เหน็บชา หัวใจ
ไขมัน สะเก็ดเงิน มะเร็ง ริดสีดวง ก็ทานได้หมด  เพราะทุกคนก็ทาน
ข้าวปกติอยู่แล้ว ลองเปลี่ยนมาทานข้าวนึ่ง ข้าวทิพย์ประทาน   เพื่อ
สุขภาพที่ดี ของทุกคนในครอบครัว

สนใจ ข้าวทิพย์ประทาน ทักได้ที่

http://www.itthipon2020.com
Inbox : http://bit.ly/2jVQSij
ทักไลน์ที่ : http://line.me/ti/p/rD6q5-CQ2D
โทร.064-796-1652

กินอย่างไร คุมเบาหวานให้อยู่หมัด

อาหาร มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาโรคเบาหวาน ซึ่งคนเป็นเบาหวานมักจะละเลยในเรื่องของอาหารการกิน โดยอาจคิดว่าเมื่อได้กินยาแล้ว คงหายเหมือนกับโรคทั่วไป ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด

เนื่องจากโรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่หายขาด ซึ่งการใช้ยารักษาเพียงอย่างเดียว จะไม่สามารถควบคุมเบาหวานได้ ดังนั้น การควบคุมอาหารและรู้จักเลือกกินอาหารที่เหมาะสม ในปริมาณที่ถูกสัดส่วนกับความต้องการของร่างกาย ก็ถือเป็นวิธีหนึ่งในการรักษาและป้องกันโรคเบาหวานได้

นพ.ประสิทธิ์ ลีวัฒนภัทร ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล ได้เล่าถึงอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ภายในงาน “เปลี่ยนเบาหวาน ให้เป็นเบาหวิว” ในโครงการ SOOK Activity โดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ไว้ว่า หัวใจสำคัญของการควบคุมเบาหวาน คือ การกินอาหารให้พอดีกับความต้องการของร่างกาย โดยไม่มากหรือน้อยจนเกินไป เพราะการกินที่มากเกินจะทำให้น้ำตาลขึ้นสูงหรือขึ้นเร็ว ในขณะเดียวกันหากกินน้อยไป อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำจนเป็นอันตรายได้

คุณหมอประสิทธิ์ บอกอีกว่า ความจริงแล้วหลักการกินอาหารสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน ไม่ได้แตกต่างจากหลักการกิน เพื่อให้มีสุขภาพดีของคนทั่วไป เป็นการกินอาหารให้ครบหมู่ ถูกสัดส่วน ในปริมาณพอเหมาะ และมีความหลากหลาย

โดยอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวานแบ่งง่ายๆ เป็น 3 ประเภท ได้แก่

1.อาหารที่ “ไม่ควร” รับประทาน

น้ำตาลทุกชนิด เช่น น้ำตาลอ้อย น้ำตาลปี๊บ น้ำตาลก้อน น้ำผึ้ง เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นส่วนผสม เช่น น้ำเก๊กฮวย น้ำลำไย ชาเขียว น้ำอัดลม ชา กาแฟปรุงสำเร็จ และขนมหวานต่างๆ เค้ก คุกกี้ โดนัท

ผลิตภัณฑ์นม ได้แก่ นมข้นหวาน นมปรุงแต่งรสหวาน โยเกิร์ตปรุงแต่งรสชาติ นมเปรี้ยว

ผลไม้กวน ผลไม้แช่อิ่ม ผลไม้เชื่อม ผลไม้ตากแห้ง เช่น กล้วยตาก ลูกเกด ลูกพลับ ลูกพรุน อินทผลัมตากแห้ง รวมถึงผลไม้ในน้ำเชื่อมบรรจุกระป๋อง

อาหารที่ปรุงด้วยไขมันอิ่มตัว เช่น ไขมันสัตว์ ไส้กรอก หมูสามชั้น น้ำมันมะพร้าว แกงกะทิ ไขมันนม เนย ครีม

เนื่องจากอาหารเหล่านี้ มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบหลัก ซึ่งไม่เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวาน เพราะจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นรวดเร็ว ซึ่งเป็นอันตรายจึงควรหลีกเลี่ยง

2.อาหารที่รับประทานได้ “ไม่จำกัดปริมาณ”
ผักก้าน ผักใบ ผักใบเขียวทุกชนิด ควรรับประทานทุกวัน และทุกมื้อให้หลากหลายชนิดในหนึ่งวัน อาหารเหล่านี้เป็นอาหารที่แคลอรี่ต่ำ และมีใยอาหารสูง ทำให้การดูดซึมน้ำตาลช้าลง อีกทั้งใยอาหารยังช่วยดูดซับน้ำตาล ไม่ให้เข้าสู่กระแสเลือดเร็วเกินไป ทำให้ร่างกายสามารถดึงน้ำตาลไปใช้ได้พอดี ได้แก่ ผักกาด คะน้า กวางตุ้ง ผักบุ้ง ตำลึง บวบ มะเขือ ฟัก แตงกวา น้ำเต้า ถั่วฝักยาว ถั่วงอก เป็นต้น จะรับประทานในรูปของผักสด หรือผักต้มก็ได้ แต่ไม่แนะนำในรูปของน้ำผักปั่น โดยเฉพาะน้ำผักปั่นแยกกาก ทำให้เราได้รับใยอาหารไม่ได้มากเท่าที่ควร
ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกยังได้กำหนดให้บริโภคผักและผลไม้อย่างน้อย 400 กรัมต่อวัน หรือเทียบเท่ากับปริมาณ 4-6 ทัพพี แต่หากเป็นผักต้มสุกจะต้องเพิ่มเป็น 2 เท่า   ขณะที่  สสส.ได้เผยผลวิจัยพบว่า การกินผักและผลไม้อย่างน้อยวันละ 400 กรัม สามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจได้ร้อยละ 33 และโรคมะเร็งได้ร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับคนที่กินผักและผลไม้ต่ำกว่าเกณฑ์

 

 

 

 

 

 

3.อาหารที่รับประทานได้ แต่ต้อง “จำกัดปริมาณ”

อาหารประเภทข้าว แป้ง เช่น ข้าว ก๋วยเตี๋ยว ขนมปัง เผือก มัน ฯลฯ อาหารเหล่านี้มีคาร์โบไฮเดรตน้อยกว่าน้ำตาล และมีโปรตีน วิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหารที่จำเป็นแก่ร่างกาย โดยอาหารจำพวกแป้งจะถูกย่อยเปลี่ยนให้เป็นน้ำตาล และเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของร่างกาย ผู้เป็นโรคเบาหวานจึงไม่ควรงดหรือจำกัดจนเกินไป ควรได้รับให้เหมาะสมกับแรงงานและกิจกรรมที่ทำ การจำกัดข้าวหรือแป้งมากเกินไปกลับเป็นผลเสีย เพราะระดับน้ำตาลในเลือดอาจต่ำ เกิดอาการหิว ส่งผลให้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้

ผลไม้ ผลไม้แต่ละชนิดจะมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตแตกต่างกัน ซึ่งคาร์โบไฮเดรตในผลไม้อยู่ในรูปแบบของน้ำตาล โดยผลไม้บางชนิดมีน้ำตาลมาก เช่น ทุเรียนมีน้ำตาลประมาณ 30 – 35% ส้มมีน้ำตาลประมาณ 10% และมะขามหวาน มีน้ำตาลมากถึง 75 – 80% ซึ่งผลไม้ยิ่งหวานมาก ก็จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากขึ้นด้วย จึงควรหลีกเลี่ยงผลไม้หวานจัด เช่น ลำไย ทุเรียน มะม่วงสุก องุ่น เป็นต้น

ถึงแม้ว่าผลไม้จะมีน้ำตาล แต่ก็ยังมีวิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหาร ดังนั้นผู้ที่เป็นโรคเบาหวานจึงไม่ควรงด แต่ควรกินตามปริมาณที่กำหนด โดยแนะนำว่าสามารถกินได้วันละ 2-3 มื้อ ในปริมาณ 7-8 ชิ้น คำ/มื้อ

การจะควบคุมโรคเบาหวานให้อยู่หมัด จำเป็นต้องลดทั้งหวาน มัน เค็ม และเพิ่มผัก รวมถึงออกกำลังกายสม่ำเสมอ ดูแลทั้งหมดนี้ไปพร้อมๆ กัน ซึ่งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เป็นสิ่งสำคัญที่จะดูแลสุขภาพของเราได้อย่างยั่งยืน

เรื่องโดย : เสาวลักษณ์ พิสิษฐ์ไพบูลย์ Team Content www.thaihealth.or.th

ทำไม ต่างชาตินิยมทานข้าวนึ่ง

คุณประโยชน์

ของการรับประทานข้าวนึ่งปลอดภัย ชนิดพิเศษ

ตราทิพย์ประทาน

สารอาหาร 

1. น้ำมันรำข้าว 

  • สาร แกมมา โอไรซานอล

       (Gamma Oryzanol)

คุณประโยชน์

  • ลดใขมันคอเลสเตอรอล (LDC-C)

  • ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ

  • ยับยั้งการเติบโตของเซลล์เนื้องอกและมะเร็ง

สารอาหาร 

  •  วิตามิน เอ (Vitamin A)

คุณประโยชน์

  • สร้างภูมิต้านทานเชื้อโรค

  • ช่วยการมองเห็น

  • สุขภาพผิวดี

สารอาหาร 

  • วิตามิน บี (Vitamin B)

คุณประโยชน์

  • ช่วยเผาผลาญพลังงานได้สมบูรณ์​

  • ลดอาการปวดหัว/ไมเกรน (Migraines)

  • หลับลึก

  • ลดอาการเครียด

  • ความจำดี

สารอาหาร 

  • วิตามิน อี (Vitamin E)

คุณประโยชน์​​

  • ช่วยให้ดูอ่อนกว่าวัย

  • ป้องกันและสลายลิ่มเลือด

  • ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

สารอาหาร 

  • โอเมก้า 6 (Omega 6)

คุณประโยชน์​​

  • ควบคุมระดับฮอร์โมนในร่างกายให้ปกติ

  • ชะลอความเสื่อมของเซลล์

  • ลดอาการแทรกซ้อนต่างๆของผู้ป่วยเบาหวาน

สารอาหาร 

2. ดัชนีน้ำตาลในข้าวต่ำ (Low GI) 

คุณประโยชน์​​

ช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือดให้สมดุลย์

สนใจติดต่อ
www.itthipon2020.com
Inbox : http://bit.ly/2jVQSij
ทักไลน์ที่ : 
http://line.me/ti/p/rD6q5-CQ2D
โทร.064-796-1652

มาตรฐาน ข้าวทิพย์ประทาน

 

ข้าวทิพย์ประทาน
อีกหนึ่งความภาคภูมิใจของเรา
กับมาตรฐานการผลิตระดับโลก
และกระบวนการขนส่งที่ได้มาตรฐาน

เริ่มจากการใช้สถานที่จัดเก็บที่เหมาะสม
ปลอดภัย กระบวนการขนถ่ายสินค้าที่ได้
มาตรฐานการส่งออก

แม้แต่สิ่งเล็กๆน้อยๆเรื่องของมาตรฐาน
ความสะอาด การปูพื้นด้วยกระดาษลัง
คุณภาพดี เพื่อรักษาความสะอาดของ
สินค้า

การตรวจนับ และการใช้แรงงานขนถ่าย
สินค้าอย่างเหมาะสมจนไปถึงระบบขนส่ง
ที่มีประสิทธิภาพ มีความปลอดภัยต่อสินค้า
สูง

วันนี้ข้าวทิพย์ประทานหลายสิบตัน ได้
เคลื่อนตัวออกจากโรงงานผลิต และ
พร้อมจะดูแลสุขภาพให้กับคนไทยทั้ง
ประเทศ และคนทั่วโลกแล้ว

ข้าวทิพย์ประทาน
ขัาวไทย ไปไกลทั่วโลก

สนใจ ข้าวทิพย์ประทาน ทักได้ที่

http://www.itthipon2020.com
Inbox : http://bit.ly/2jVQSij
ทักไลน์ที่ : http://line.me/ti/p/rD6q5-CQ2D
โทร.064-796-1652

เบาหวานในเด็กและผู้ใหญ่ต่างกันหรือไม่

คำว่า “เด็กเป็นเบาหวาน” ก็เหมือนกับผู้ใหญ่เป็นเบาหวาน โรคนี้เป็นโรคเรื้อรังตลอดชีวิต มีภาวะแทรกซ้อนตามมา เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนเหมือนในผู้ใหญ่ เช่น

  • เบาหวานขึ้นจอตา ทำให้ตามองเห็นไม่ชัด อาจจะต้องมีการยิงเลเซอร์รักษา
  • โรคไต การเป็นโรคเบาหวานนานๆ และคุม ระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี ทำให้ไตเสื่อม ปัจจุบันเบาหวานชนิดที่ ๒ เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดที่ทำให้   เกิดโรคไตวายในคนไทย
  • ปลายประสาทเสื่อม มีอาการชา การรับความรู้สึกที่มือ เท้า ลดลง
  • หลอดเลือดแดงตีบแข็งกว่าปกติ โอกาสจะเป็นหลอดเลือดสมองขาดเลือดหรือ อัมพาต กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หัวใจวาย มากขึ้น

จุดเริ่มต้นจากเบาหวาน จะไปสู่สาเหตุของโรคเรื้อรังอื่นๆ แต่สามารถชะลอและป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ ถ้าควบคุมระดับน้ำตาลให้ดี

สิ่งที่สำคัญมากคือ ผู้ป่วยเบาหวาน จะต้องดูเรื่อง ของผลน้ำตาล ดูแลตนเองให้ระดับน้ำตาลอยู่ใกล้เคียงปกติมากที่สุด เพื่อป้องกันและชะลอการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เหล่านั้น

เบาหวานชนิดที่ 1 มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เกิด เป็นโรคที่ยังไม่สามารถป้องกันได้ แต่เบาหวานชนิดที่ 2 เป็นโรคที่เกี่ยวกับภาวะอ้วน พฤติกรรมการกิน พฤติกรรมการใช้ชีวิตป้องกันได้

เด็กที่เริ่มเป็นเบาหวานตั้งแต่อายุ 8 ขวบ ถ้าควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี อาจมีภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน เช่น ไตเสื่อม เบาหวานขึ้นจอตา ได้ตั้งแต่เป็นวัยรุ่น ดังนั้นผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานตั้งแต่เด็กจะต้องอยู่กับโรคเรื้อรังนี้และภาวะแทรกซ้อนไป อีกนาน ทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง เป็นผู้ใหญ่ที่ไม่แข็งแรง มีค่าใช้จ่ายในการรักษาจำนวนมาก เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดีที่สุดคือป้องกันอย่าให้เด็กเป็นเบาหวาน นั่นคือ อย่าให้ลูกอ้วน และเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต

เด็กที่เริ่มมีภาวะอ้วนจะต้องลดน้ำหนัก อย่าให้อ้วนมากไปกว่านี้ หรือกลุ่มที่มีภาวะเสี่ยงเริ่มมีน้ำตาลสูงผิดปกติแล้ว สามารถป้องกันไม่ให้เป็นโรคเบาหวานได้ ถ้าให้เด็กได้ออกกำลังกาย ควบคุมอาหาร เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต ดูทีวี เล่นเกมคอมพิวเตอร์ให้น้อยลง ใช้ชีวิตกลางแจ้งให้มากขึ้น กลุ่มนี้สามารถกลับมามีน้ำตาลปกติได้

ถ้าปล่อยให้เด็กเป็นเบาหวานแล้ว จะมานั่งเสียใจทีหลัง และเป็นตั้งแต่อายุน้อย ค่าใช้จ่ายมาก โดยเฉพาะถ้าวันหนึ่งเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นมาแล้ว ไม่สามารถไปแก้ไขภาวะตรงนั้นได้

ที่มา : มูลนิธิหมอชาวบ้าน

 

อาหารบำบัดเหน็บชา

 

เคยนั่งพับเพียบหรือนอนทับแขนตัวเองนาน ๆ แล้วมีอาการแขนขาเสียความรู้สึกต่อการสัมผัสไปชั่วขณะ หรือบางคนถึงขั้นเจ็บปวดและชาจนมีอาการอ่อนแรงเหยียดแขนขาไม่ออกหรือลุกไม่ได้เลยหรือไม่ค่ะ นั่นแหล่ะค่ะเขาเรียกว่า “อาการเหน็บชา” แต่อาการเหน็บชาที่จะพูดถึงในวันนี้ไม่ได้เกิดจากกิจวัตรประจำวันแบบนี้ แต่เราหมายถึง “โรคเหน็บชา”

โรคเหน็บชา หรือ Beriberi เป็นภาษา Sinhalese ของชนเผ่าในประเทศศรีลังกา หมายถึง “I can’t, I can’t” หรือ “ฉัน…ไม่ได้” ที่ชนเผ่าใช้คำนี้อาจเพราะโรคเหน็บชาทำให้มีอาการทางประสาท ปวดกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อไม่มีแรง รู้สึกซู่ซ่าตามมือและเท้าจนอาจเคลื่อนไหวไม่สะดวก ทำให้ต้องร้องขอความช่วยเหลือ“ช่วยด้วย…ฉันขยับขาไม่ได้” ภายหลังมีความพยายามหาสาเหตุของอาการที่เกิดขึ้นก็พบว่าคนที่กินข้าวขัดสีตลอดจะทำให้มีอาการ Beriberi ซึ่งภายหลังทราบว่า กระบวนการขัดสีข้าวทำให้เกิดการสูญเสียวิตามินบี 1 ดังนั้นเมื่อกินแต่ข้าวขัดสีและกินอาหารไม่หลากหลายจึงมีอาการเหน็บชาได้

วิตามินบี 1 เป็นวิตามินที่ละลายได้ในน้ำ หากร่างกายได้รับเกินจะถูกขับทิ้งทางปัสสาวะได้เอง ทำหน้าที่ช่วยเร่งการเผาผลาญสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมันเป็นพลังงาน ทำให้เรามีเรี่ยวแรงทำงานได้อย่างปกติ ดังนั้นเมื่อร่างกายขาดวิตามินบี 1 จึงส่งผลกระทบต่ออวัยวะและระบบต่าง ๆ โดยเฉพาะ 3 ระบบหลัก ได้แก่ ระบบประสาทและสมอง เพราะเป็นระบบที่มีการใช้พลังงานมากเมื่อเทียบกับเซลล์อื่น ๆ รองลงมาคือผิวหนัง และระบบทางเดินอาหาร

นอกจากนี้วิตามินบี 1 ยังมีส่วนสำคัญในการทำงานของระบบประสาท โดยเฉพาะการนำกระแสความรู้สึกของเส้นประสาท เคยมีการทดลองให้กลุ่มตัวอย่างกินอาหารที่ขาดวิตามินบี 1 พบว่าหลังเริ่มทดลอง 4 วัน กลุ่มตัวอย่างมีอาการเบื่ออาหาร ต่อมาเริ่มมีปัญหาทางอารมณ์ กลุ่มตัวอย่างมักอารมณ์ไม่ดี ทะเลาะกันง่าย ไม่ค่อยให้ความร่วมมือทำกิจกรรมต่าง ๆ ผู้ที่ขาดวิตามินบี 1 จึงไม่เพียงแค่มีอาการเหน็บชาเท่านั้น แต่บางรายอาจมีอาการทางอารมณ์ด้วย อย่างไรก็ตามผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าตนเองขาดวิตามินหรือเป็นโรคเหน็บชาเนื่องจากอาการแสดงโดยทั่วไปก็แค่ปวดหัว คลื่นไส้ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ปลายประสาทอักเสบ ไม่มีแรง เจ็บกล้ามเนื้อหรือชาตามมือเท้า ขี้หงุดหงิด ซึ่งอาจไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตอะไรมากนัก แต่หากปล่อยไว้ก็อาจมีผลต่อสุขภาพจิต หรือรุนแรงถึงขั้นโคม่า หัวใจล้มเหลว เสียชีวิตได้

ใครบ้างเสี่ยงเหน็บชา?

นอกจากการกินอาหารที่มีวิตามินบี 1 ไม่เพียงพอแล้ว การที่ร่างกายมีการใช้วิตามินบี 1 เพิ่มขึ้น หรือได้รับสารทำลายวิตามินบี 1 มาก ๆ ก็ทำให้เสี่ยงต่ออาหารเหน็บชาได้ หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร เด็กวัยเจริญเติบโต คนที่ทำงานใช้แรงเยอะ ๆ หรือนักกีฬา ผู้ป่วยเรื้อรัง มีไข้สูง เป็นโรคติดเชื้อ หรือแม้แต่ผู้ที่กินอาหารกลุ่มแป้งและน้ำตาลมาก ๆ คนกลุ่มนี้คือกลุ่มเสี่ยงที่จะขาดวิตามินบี 1 จนเกิดอาการเหน็บชาได้ เพราะร่างกายต้องการใช้วิตามินเพิ่มขึ้นจากปกติ หากกินไม่พอก็จะมีอาการขาดวิตามินบี 1 ทันที

นอกจากนี้ยังมีคนอีกกลุ่มที่เสี่ยงต่อการขาดวิตามินบี 1 นั่นคือผู้ที่กินอาหารที่มีฤทธิ์ขัดขวางการดูดซึมหรือทำลายวิตามินบี 1 ได้แก่

  • ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำทั้งนี้เนื่องจากแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ลดการดูดซึม และเพิ่มการขับทิ้งวิตามินบี 1 เสมือนคนกินยาขับปัสสาวะ ดื่มชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มชูกำลัง ซึ่งทำให้ร่างกายดูดซึมและสะสมวิตามินบี 1 ได้ไม่เพียงพอ
  • ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับ เช่น ตับแข็ง ทั้งนี้เพราะตับไม่สามารถนำวิตามินบี 1 ไปใช้ประโยชน์ได้
  • ผู้ที่ได้รับเอนไซม์ไธอะมิเนส (Thaiaminase) สารทำลายวิตามินบี 1 ซึ่งพบได้ในปลาน้ำจืดดิบ หอยลาย หอยแมลงภู่ หอยกาบ ปลาร้า กุ้ง แหนม แบบดิบ ๆ
  • ผู้กินใบเมี่ยง ใบชา หมาก มันสำปะหลังเป็นประจำ เพราะอาหารเหล่านี้มีสารทำลายวิตามินบี 1

กินบำบัดเหน็บชาอย่างไร?

แนวทางในการรักษาผู้ที่ขาดวิตามินบี 1 นั้นนอกจากการกินวิตามินในรูปของยาเม็ดเสริมตามระดับความรุนแรงของการขาดวิตามินแล้ว การกินอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบี 1 เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต ธัญพืช ถั่ว ซีเรียล เนื้อสัตว์ต่าง ๆ ฯลฯ เพื่อให้ได้วิตามินบี 1 วันละ 20 – 30 มิลลิกรัม เป็นระยะเวลา 2 – 3 สัปดาห์ ก็เป็นอีกทางที่จะช่วยให้หายจากอาการเหน็บชาได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามแม้จะได้วิตามินบี 1 เสริมมากเท่าไหร่ก็ตามแต่หากผู้ป่วยยังคงดื่มแอลกอฮอล์ และกินอาหารที่ทำลายวิตามินบี 1 เข้าไปมาก ๆ อาการเหน็บชาก็คงจะไม่หาย และยังคงกวนใจต่ออยู่ดี

เทคนิคกินกันเหน็บชา

  1. กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และหลากหลาย โดยเฉพาะ ข้าวแป้งไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ข้าวเหนียวดำ เส้นหมี่ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต ซีเรียล ข้าวโอ๊ต ถั่วธัญพืชต่าง ๆ
  2. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีสาร Thaiaminase เช่น ปลาน้ำจืด หอย กุ้ง เนื้อสัตว์แบบดิบ ๆ หากต้องการกิน แนะนำให้นำอาหารไปผ่านความร้อนจนอาหารสุก ก็จะช่วยทำลายThaiaminaseให้หมดฤทธิ์ได้
  3. หลีกเลี่ยงการกินใบเมี่ยง ใบชา หมาก มันสำปะหลัง เนื่องจากมีสารที่ทำลายวิตามินบี 1 ที่มีความคงตัวสูงไม่สามารถทำลายได้ด้วยความร้อน
  4. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง

Resource : HealthToday Magazine, No.187 November 2016

ข้าวทิพย์ประทาน ข้าวนวัตกรรม

ข้าวนึ่ง คุณค่าโภชนาการสูง
ข้าว (Rice) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า
Oryza sativa L. เป็นธัญพืชที่นำเมล็ด
มาบริโภค เมื่อแบ่งตามชนิดของแป้ง
ในเมล็ดที่บริโภคจะแบ่งออกเป็น2 ชนิด
คือ ข้าวเจ้าและข้าวเหนียวประเทศไทย
มีข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญและมี
แหล่งที่อุดมสมบูรณ์ในการเพาะปลูก
เพื่อเป็นการบริโภคภายในประเทศ และ
ส่งออกสู่ตลาดโลก รวมทั้งยังมีคุณค่า
ทางด้านอาหาร ยารักษาโรค และประเพณี
วัฒนธรรมของคนไทย

ข้าวนึ่ง (parboiled rice) หมายถึงข้าวเจ้าที่
ผ่านกระบวนการทำข้าวนึ่งและขัดเอารำออก
แล้ว ข้าวนึ่งเป็นผลิตภัณฑ์สินค้าประเภทข้าว
ของคนไทยที่แปรรูปมาจากเมล็ดข้าวของ
ข้าวกล้องและข้าวขาวที่ต้องมีปริมาณแป้ง
อมิโลส(amylose) ประกอบอยู่ด้วยมากกว่า
25% ซึ่งอมิโลส เป็นสารประกอบเชิงซ้อนที่
เกิดจากการรวมตัวของกลูโคสจำนวนมาก
ต่อกันเป็นแนวยาว (linear chain)โดยที่ใน
เมล็ดข้าวเจ้าจะมีส่วนประกอบของแป้ง
อมิโลส ประมาณ 20-30%

ข้าวนึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่า
ข้าวขาว แต่ประเทศไทยส่งออกข้าว
นึ่งสู่ตลาดโลกมากกว่านำมาบริโภคภาย
ในประเทศ ประโยชน์ของการทำข้าวนึ่ง
ทำให้ข้าวมีคุณภาพการสีดีขึ้นทำให้ข้าว
หักน้อยลงเมื่อนำไปสี และเพิ่มคุณค่าทาง
โภชนาการของข้าวเมื่อนำไปบริโภค

ถ้าหากทำการเปรียบเทียบระหว่างข้าวนึ่ง
กับข้าวธรรมดาจะได้ว่าข้าวนึ่งดีกว่าข้าว
ธรรมดา โดยที่ข้าวนึ่งจะกะเทาะเปลือก
ง่ายกว่า คุณภาพการสีดีกว่า เก็บได้นาน
มีวิตามินB และ E สูง หุงขึ้นหม้อ และย่อย
ง่าย แต่ข้าวนึ่งมีกลิ่นและรสไม่เป็นที่ต้อง
การของผู้บริโภคที่คุ้นเคยกับข้าวขาว
ธรรมดา รวมทั้ง ข้าวนึ่งมีต้นทุนการผลิตสูง
กว่าข้าวขาวธรรมดา ดังนั้นถ้าหากนำข้าว
นึ่งมาบริโภคย่อมมีประโยชน์ต่อสุขภาพ
อนาคตคนไทยอาจหันมานิยมบริโภค
ข้าวนึ่งมากขึ้น

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : http://pr.moph.go.th/

สนใจ ข้าวทิพย์ประทาน ทักได้ที่

http://www.itthipon2020.com
Inbox : http://bit.ly/2jVQSij
ทักไลน์ที่ : http://line.me/ti/p/rD6q5-CQ2D
โทร.064-796-1652

หลอดเลือดดำอุดตัน อันตราย…ที่ถูกมองข้าม

เวลาพูดถึงหลอดเลือดอุดตัน คนส่วนใหญ่มักนึกถึง
“หลอดเลือดแดง” มากกว่า “หลอดเลือดดำ” อาจเป็น
เพราะเวลาที่มีการพูดถึงคำว่า “เลือด” เรามักนึกถึง
เลือดสีแดง สดๆ จนลืมไปว่าจริงๆแล้วในร่างกายของ
คนเรามีหลอดเลือดอยู่ 2 ชนิด คือ หลอดเลือดแดง
และหลอดเลือดดำ

โรคหลอดเลือดดำอุดตัน หรือ Deep Vein Thrombosis
(DVT) เป็นภาวะที่หลอดเลือดดำที่ขาเกิดการอุดตัน
อันเนื่องมาจากสาเหตุที่ลิ่มเลือดไม่สามารถไหล
เวียนได้สะดวก ทำให้เกิดเลือดคั่ง จับตัวแข็ง อุดตัน

จากรายงานพบว่า 1 ใน 4 ของประชากรทั่วโลกเสียชีวิต
จากภาวะหลอดเลือดอุดตัน ซึ่งส่วนใหญ่ป้องกันได้ เป็น
การเสียชีวิตซึ่งไม่จำเป็นนับล้านคน รวมถึงเป็นปัจจัย
เสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และ
เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตและทุพพลภาพในทุกประเทศ
ทั่วโลก

สาเหตุของโรคเกิดจากการมีลิ่มเลือดเข้าไปขัดขวางการ
ไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือด ในกลุ่มของหลอดเลือด
แดง เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว
หลอดเลือดสมองตีบ ส่วนภาวะลิ่มเลือดอุดตันของหลอด
เลือดดำ หรือที่เรียกว่า VTE คือการที่มีลิ่มเลือดเข้าไปอุดตัน
บริเวณหลอดเลือดดำส่วนลึกที่ขา อันตรายของโรคนี้คือ
การที่ลิ่มเลือดอาจหลุดจากขาไปอุดที่ปอด ทำให้เสียชีวิตได้

อาการเตือนของโรค VTE เริ่มแรกจะปวดขาอย่างมาก
อาจมีอาการขาบวม กดเจ็บ โดยอาการบวมมักเริ่มที่
น่อง มีรอยแดง หรือสีผิวที่ขาเปลี่ยนแปลงอย่างเห็น
ได้ชัด มีอาการร้อนที่ขา ส่วนใหญ่จะมีขาบวมข้างเดียว
ร่วมกับอาการปวด

หากอาการรุนแรงที่ทำให้สงสัยได้ว่า อาจมีลิ่มเลือด
อุดตันที่ปอด ผู้ป่วยจะมี อาการหอบ หายใจไม่ทั่วปอด
หายใจเร็วโดยหาสาเหตุไม่ได้ เจ็บหน้าอก เมื่อหายใจ
เข้าลึกๆจะเจ็บมากขึ้น หัวใจเต้นเร็ว วิงเวียนคล้ายจะ
เป็นลมมึนงง ในรายที่เป็นรุนแรงอาจถึงขั้นหมดสติ
ซึ่งอาการเหล่านี้ บางครั้งก็ไม่สามารถบ่งชี้ได้ชัดๆว่า
เป็นอาการของภาวะลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดดำ แต่ก็มี
ความเสี่ยงสูง ควรรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลเพื่อรับ
การประเมินจากแพทย์ในทันที เพราะหากปล่อยให้
อาการหนักอาจทำให้เสียชีวิตได้

สาเหตุที่ทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ
มีหลายปัจจัยมาก ทั้งจากกรรมพันธุ์ มีการศึกษา
พบว่าสาเหตุของการเกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ
ประมาณ 50% เกิดจากสาเหตุทางพันธุกรรมและ
ปัจจัยเสริมอื่นๆ ในส่วนของพันธุกรรม อาจเกิดจาก
การที่มีการแข็งตัวของเลือดเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ
ขาดโปรตีนที่ต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น โปรตีน C
(Protein C) โปรตีน S (Protein S) และแอนติธรอมบิน III
(Antithrombin III)

ส่วนสาเหตุอื่นๆที่เกิดตามมา เช่น การตั้งครรภ์ หรือ
ภาวะที่มีการกระตุ้นให้เลือดแข็งตัวง่ายหลังคลอด
การได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจน จากยาคุมกำเนิด หรือ
ฮอร์โมนที่ใช้ในการรักษาอาการวัยทอง การ นอนนิ่งๆ
อยู่กับที่นานๆ (Immobilization) ภาวะหลังผ่าตัด
โรคอ้วน มะเร็งบางชนิด หรือแม้แต่คนที่นั่งอยู่กับ
ที่นานๆโดยไม่เคลื่อนไหว เช่นนั่งเครื่องบินในระยะ
ทางไกลๆ หรือนั่งทำกิจกรรมบางอย่างต่อเนื่องนาน
เกินไป

เคยมีรายงานว่ามีเด็กสาววัย 20 ปี ในประเทศจีน ถูกส่ง
เข้าโรงพยาบาล หลังจากเกิดอาการปวดขาอย่างมาก
แพทย์วินิจฉัยแล้วก็พบว่าเป็นโรคหลอดเลือดดำอุดตัน
ถึงขั้นที่ต้องทำการผ่าตัดและให้ยารักษา เมื่อถามถึง
สาเหตุของอาการดังกล่าว ก็พบว่าเธอนั่งเล่นเกมออนไลน์
ติดต่อกันนานถึงกว่า 40 ชั่วโมง

การศึกษาขององค์การอนามัยโลก พบว่าสาเหตุการ
เสียชีวิต หรือทุพพลภาพจากภาวะลิ่มเลือดอุดตันใน
หลอดเลือดดำถึง 60% เกิดจากการที่ผู้ป่วยมานอน
รับการรักษาตัวในโรงพยาบาล โดยนอนอยู่กับเตียง
เป็นเวลานาน ขยับขาไม่ได้ ลุกเดินไม่ได้ เพื่อป้องกัน
ปัญหาดังกล่าว แพทย์จึงมักแนะนำให้ผู้ป่วยหลัง
ผ่าตัดลุกเดิน เพื่อให้ร่างกายมีการเคลื่อนไหว เพื่อลด
ความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือด ดำอุดตัน
ดังกล่าว ภาวะลิ่มเลือดอุดตันของหลอดเลือดดำ หรือ
VTE หากได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่เริ่มแรกและมีการรักษา
ให้เหมาะสมในช่วง 3 ถึง 6 เดือนแรก สามารถรักษาให้
หายขาดได้

หากถามว่าใครบ้างที่มีความเสี่ยงต่อโรคนี้ คำตอบคือ
โรคนี้เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่จะเกิดมากขึ้นหากผู้ป่วย
อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น การนอนโรงพยาบาลนานๆ ไม่ได้
ขยับขา หรือคนไข้ผ่าตัดใหญ่ คนไข้โรคมะเร็ง คนไข้ที่
มีประวัติในครอบครัว

มีการศึกษาพบว่า ผู้ที่ลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำในระดับ
ลึก ประมาณ 45% ของผู้ป่วยมีประวัตินอนนิ่งๆนานกว่า
48 ชั่วโมงติดต่อกันในเดือนก่อน ที่จะป่วย 38% มีประวัติ
ผ่าตัดภายใน 3 เดือนนำมาก่อน 34% มีประวัติเป็นมะเร็ง
ในช่วง 3 เดือน 34% มีประวัติติดเชื้อ 26% มีประวัตินอน
รักษาตัวในโรงพยาบาลก่อนหน้านั้น มีเพียง 11% ที่ไม่มี
ปัจจัยดังกล่าวข้างต้น สัญญาณเตือนของโรคนี้ บางที
อาจพบ ผู้ป่วยเป็นซ้ำแม้จะรักษาให้หายแล้วก็ตาม เช่น
อาจมี อาการปวดบวมขาเรื้อรังช่วงบ่ายๆ มีเส้นเลือดดำ
โป่งดำ หรือเส้นเลือดขอด ผิวหนังแข็งมีสีคล้ำขึ้น เป็นแผล
เรื้อรังที่ขา ฯลฯ ปัจจุบันพบผู้ป่วยโรคนี้มากขึ้นประมาณ
50% ในกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก

การป้องกันโรคนี้ ในกลุ่มคนที่ต้องนั่งเครื่องบินในระยะไกล
ควรยืนขึ้นและเดินไปมาทุก 1-2 ชั่วโมง ไม่สูบบุหรี่ก่อนเดิน
ทาง เนื่องจากบุหรี่เป็นปัจจัยในการกิดลิ่มเลือดในหลอด
เลือดอย่างใดอย่างหนึ่ง หากหลีกเลี่ยงได้ควรหลีกเลี่ยง
การสูบบุหรี่เลย ใส่เสื้อผ้าสบายๆไม่รัดแน่นเพื่อเพิ่มการ
ไหลเวียนของเลือด หมั่นขยับแขน ขา ข้อเท้า และเท้า เพื่อ
เพิ่มการไหลเวียนของเลือด ดื่มน้ำมากๆอย่างน้อยวันละ
6-8 แก้ว ใส่ถุงเท้ายาวชนิดช่วยพยุงขาเพื่อช่วยพยุงหลอด
เลือดขาเมื่อต้องทำงานที่ต้องยืนนานๆ อย่าดื่มเหล้าหรือ
กินยานอนหลับที่จะทำให้นอน หรือนั่งนิ่งๆอยู่ในท่าเดียว
นานเกินไป

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : https://www.thairath.co.th/content/1193755

ข้าวทิพย์ประทาน ข้าวไทยคุณภาพส่งออก

                

    

 

“ข้าวทิพย์ประทาน……..ข้าวคนไทย”

“คุุณภาพส่งออก…..คนไทยต้องได้ทาน”

สนใจติดต่อ
www.itthipon2020.com
Inbox : http://bit.ly/2jVQSij
ทักไลน์ที่ : 
http://line.me/ti/p/rD6q5-CQ2D
โทร.064-796-1652

อาหารที่เหมาะสําหรับผู้ป่วยเบาหวาน

โรคเบาหวาน คือ ภาวะที่ไม่สมดุลของฮอร์โมนในร่างกายที่ชื่อ อินซูลิน

ซึ่งมีหน้าที่ในการนำน้ำตาลเข้าสู่เซลล์เพื่อเผาผลาญให้เป็นพลังงานในการดำเนินชีวิตของคนเรา

แต่เมื่อใดที่อินซูลินเกิดความไม่สมดุล คือ อาจจะมีน้อยไม่เพียงพอต่อความต้องการ

ทำให้พาน้ำตาลเข้าไปในเซลล์ไม่ได้จึงตกค้างอยู่ในกระแสเลือดมากเกินไปเรียกว่าการขาดอินซูลิน หรือมีมากแต่ไม่ออกฤทธิ์ตามปกติจึงเรียกว่าภาวะดื้อต่ออินซูลินเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังชนิดหนึ่งที่มีผลต่อสุขภาพของผู้ป่วยในระยะยาว

คนเป็นเบาหวานโดยทั่วไป มักจะละเลยในเรื่องของอาหารการกินและการควบคุมอาหาร รวมถึงไม่ค่อยใส่ใจกับการออกกำลังกายด้วย

โดยอาจจะคิดแค่ว่าเมื่อรับประทานยาแล้วก็คงหายเหมือนกับโรคทั่วๆ ไป ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด เพราะโรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่หายขาด

ซึ่งการใช้ยารักษาเพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถควบคุมเบาหวานได้ ดังนั้น การควบคุมอาหารและรู้จักเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมในปริมาณที่ถูกสัดส่วนกับความต้องการของร่างกาย ก็ถือเป็นวิธีหนึ่งในการรักษาและป้องกันโรคเบาหวานได้

อาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน แบ่งได้เป็น 3 ประเภทคือ

1. อาหารที่ห้ามรับประทาน

อาหารที่ผู้ป่วยเบาหวานห้ามรับประทานโดยเด็ดขาดคือ อาหารที่มีน้ำตาลสูงหรือมีรสหวานจัด ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวอย่าง น้ำตาลกลูโคส น้ำตาลฟรักโทส และน้ำตาลโมเลกุลคู่ อย่างเช่นน้ำตาลซูโครส หรือที่เรารู้จักกันดีก็คือน้ำตาลทราย

1.1 อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหรือห้ามรับประทาน ได้แก่ ลูกอม ลูกกวาด ไอศกรีม ขนมคุ้กกี้ ขนมเค้ก ช็อกโกแลต ขนมหวานทุกชนิด รวมถึงน้ำแข็งใสที่มีส่วนประกอบของกะทิและน้ำเชื่อมด้วย

1.2 ผลไม้ที่มีรสหวาน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผลไม้ไทยๆ แทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ทุเรียน ลำไย เงาะ และมะม่วงสุก ฉะนั้นผลไม้เหล่านี้ต้องระวังให้มากๆ

1.3 เครื่องดื่ม ให้ระวังน้ำอัดลมเป็นอันดับแรก เพราะถือว่าเป็นเครื่องดื่มที่ใกล้ตัวที่สุดรองลงมาจากน้ำเปล่า ถัดมาเป็นน้ำผลไม้ซึ่งส่วนมากจะมีรสหวานทั้งจากตัวผลไม้เองและจากน้ำเชื่อมที่เติมลงไป เช่น น้ำส้ม น้ำองุ่น และน้ำแอปเปิ้ล

แต่ถ้าอยากจะดื่มน้ำผลไม้ให้เลือกเป็นน้ำมะเขือเทศสดเพราะจะมีปริมาณน้ำตาลน้อยกว่าผลไม้ชนิดอื่นๆ และเครื่องดื่มที่ควรหลีกเลี่ยงอันดับต่อไปก็คือ เครื่องดื่มชูกำลังหรือน้ำเกลือแร่ต่างๆ ที่วางขายตามท้องตลาด

เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้มักจะมีส่วนประกอบของน้ำตาลเจือปนอยู่ด้วย รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จำพวกเบียร์และไวน์ด้วยเช่นกัน

หากจะห้ามของหวานกันทุกอย่างแบบนี้ ผู้ป่วยโรคเบาหวานคงไม่ได้ลิ้มรสความหวานกันเลยตลอดชีวิต แต่เราก็มีทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการความหวานอย่างปลอดภัยมาฝากกันด้วย

ซึ่งก็คือการใช้สารที่ให้ความหวานแทนน้ำตาล หรือที่เราเรียกกันว่าน้ำตาลเทียม ซึ่งมีรสหวานแต่ไม่ใช่น้ำตาล และไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดสูง ได้แก่ แอสพาร์แทม แซคคารีน หรือขัณทสกร ซูคราโลส และน้ำตาลแอลกอฮอล์ เช่น ซอร์บิทอล และแมนิทอล รับรองว่าปลอดภัยแน่นอนค่ะ

2. รับประทานได้อย่างปลอดภัยโดยไม่จำกัดจำนวนบริโภค

อาหารที่ผู้ป่วยเบาหวานสามารถรับประทานได้ไม่จำกัด ได้แก่ อาหารที่ให้พลังงานต่ำ และมีเส้นใยอาหารสูง โดยเฉพาะผักใบเขียวและผักที่มีสีเหลือง

ซึ่งจะทำให้การดูดซึมน้ำตาลช้าลง เช่น ผักคะน้า ผักบุ้งจีน ถั่วงอก ถั่วฝักยาว นอกจากนี้ยังมีอาหารที่เป็นธัญพืชด้วยซึ่งจะสามารถรับประทานได้ไม่อั้น

3. รับประทานได้อย่างปลอดภัยแต่ต้องจำกัดจำนวนบริโภค

สำหรับผู้ป่วยเบาหวานควรระมัดระวังในการรับประทานคาร์โบไฮเดรต ซึ่งได้แก่ อาหารประเภทแป้งทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น ข้าว ขนมจีน เส้นก๋วยเตี๋ยว มักโรนี หรือสปาเกตตี้

ซึ่งจะมีปัจจัยที่ต้องพิจารณาร่วมกันอยู่ 2 ประการก็คือ ปริมาณเส้นใยในอาหารและไกลซีมิคอินเดกซ์ที่ใช้วัดการดูดซึมของอาหาร กล่าวคือ ผู้ป่วยเบาหวานควรเลือกรับประทานอาหารที่มีกากใยสูงและมีการดูดซึมค่อนข้างต่ำ

หรือทำให้การดูดซึมช้าลง ได้แก่ เมล็ดธัญพืชที่ไม่ขัดขาว เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท และถั่วเมล็ดแห้ง

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญในการดูแลเรื่องของอาหารการกินสำหรับผู้ป่วยเบาหวานนั้น ต้องพึงระลึกเสมอว่าไม่มีอาหารประเภทใดที่ดีที่สุดสำหรับโรคเบาหวาน

ดังนั้น ควรรับประทานอาหารให้หลากหลายในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน และควรหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำด้วยเพียงเท่านี้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคเบาหวานก็จะดีขึ้นแล้ว

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : www.organicbook.com/health/

ข้าวทิพย์ประทาน

คุณประโยชน์

ของการรับประทานข้าวนึ่งปลอดภัย ชนิดพิเศษ

ตราทิพย์ประทาน

สารอาหาร 

1. น้ำมันรำข้าว 

  • สาร แกมมา โอไรซานอล

       (Gamma Oryzanol)

คุณประโยชน์

  • ลดใขมันคอเลสเตอรอล (LDC-C)

  • ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ

  • ยับยั้งการเติบโตของเซลล์เนื้องอกและมะเร็ง

สารอาหาร 

  •  วิตามิน เอ (Vitamin A)

คุณประโยชน์

  • สร้างภูมิต้านทานเชื้อโรค

  • ช่วยการมองเห็น

  • สุขภาพผิวดี

สารอาหาร 

  • วิตามิน บี (Vitamin B)

คุณประโยชน์

  • ช่วยเผาผลาญพลังงานได้สมบูรณ์​

  • ลดอาการปวดหัว/ไมเกรน (Migraines)

  • หลับลึก

  • ลดอาการเครียด

  • ความจำดี

สารอาหาร 

  • วิตามิน อี (Vitamin E)

คุณประโยชน์​​

  • ช่วยให้ดูอ่อนกว่าวัย

  • ป้องกันและสลายลิ่มเลือด

  • ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

สารอาหาร 

  • โอเมก้า 6 (Omega 6)

คุณประโยชน์​​

  • ควบคุมระดับฮอร์โมนในร่างกายให้ปกติ

  • ชะลอความเสื่อมของเซลล์

  • ลดอาการแทรกซ้อนต่างๆของผู้ป่วยเบาหวาน

สารอาหาร 

2. ดัชนีน้ำตาลในข้าวต่ำ (Low GI) 

คุณประโยชน์​​

ช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือดให้สมดุลย์

สนใจติดต่อ
www.itthipon2020.com
Inbox : http://bit.ly/2jVQSij
ทักไลน์ที่ : 
http://line.me/ti/p/rD6q5-CQ2D
โทร.064-796-1652

ข้าวนึ่ง คุณค่าโภชนาการสูง

ข้าว (Rice) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า
Oryza sativa L. เป็นธัญพืชที่นำเมล็ด
มาบริโภค เมื่อแบ่งตามชนิดของแป้ง
ในเมล็ดที่บริโภคจะแบ่งออกเป็น
2 ชนิด คือ ข้าวเจ้าและข้าวเหนียว
ประเทศไทยมีข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจ
ที่สำคัญและมีแหล่งที่อุดมสมบูรณ์
ในการเพาะปลูกเพื่อเป็นการบริโภค
ภายในประเทศ และส่งออกสู่ตลาด
โลก รวมทั้งข้าวยังมีคุณค่าทางด้าน
อาหาร ยารักษาโรค และประเพณี
วัฒนธรรมของคนไทย

ข้าวนึ่ง (parboiled rice) หมายถึง
ข้าวเจ้าที่ผ่านกระบวนการทำข้าว
นึ่งและขัดเอารำออกแล้ว ข้าวนึ่ง
เป็นผลิตภัณฑ์สินค้าประเภทข้าว
ของคนไทยที่แปรรูปมาจากเมล็ด
ข้าวของข้าวกล้องและข้าวขาว
ที่ต้องมีปริมาณแป้งอมิโลส
(amylose) ประกอบอยู่ด้วยมากกว่า
25% ซึ่งอมิโลส เป็นสารประกอบ
เชิงซ้อนที่เกิดจากการรวมตัวของ
กลูโคสจำนวนมากต่อกันเป็นแนว
ยาว (linear chain) โดยที่ในเมล็ด
ข้าวเจ้าจะมีส่วนประกอบของแป้ง
อมิโลส ประมาณ 20-30%

กระบวนการผลิตข้าวนึ่ง
สามารถทำการผลิตข้าวนึ่งได้ทั้ง
ระดับครัวเรือนและระดับอุตสา-
หกรรม ซึ่งกระบวนการผลิตข้าวนึ่ง
ทำได้โดยนำข้าวเปลือกไปทำ
ความสะอาด แล้วทำการแช่ลงใน
น้ำร้อนและน้ำเย็นเพื่อให้ข้าวเปลือก
มีความชื้น30-40% สารอาหารจาก
ชั้นเปลือกจะซึมเข้าไปและคงอยู่ภาย
ในเมล็ด จากนั้นจึงนำไปนึ่งหรือต้มจน
สุกซึ่งทำให้ส่วนที่เป็นแป้งภายในเมล็ด
สุกและมีการขยายตัว ข้าวที่ได้จะมีสี
เหลืองอ่อน เพื่อให้ข้าวเปลือกนึ่งเก็บ
ไว้ได้นาน และป้องกันการทำลายเชื้อ
ราก่อนนำไปขัดสีเป็นข้าวนึ่งจึงทำการ
ลดความชื้นข้าวเปลือกนึ่งให้เหลือ
12-14% อาจจะใช้วิธีตากแดดหรือ
เครื่องอบแห้งก็ได้

ข้าวนึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่า
ข้าวขาว แต่ประเทศไทยส่งออกข้าวนึ่ง
สู่ตลาดโลกมากกว่านำมาบริโภคภาย
ในประเทศ ประโยชน์ของการทำข้าวนึ่ง
ทำให้ข้าวมีคุณภาพการสีดีขึ้น ทำให้ข้าว
หักน้อยลงเมื่อนำไปสี และเพิ่มคุณค่า
ทางโภชนาการของข้าวเมื่อนำไปบริโภค

ถ้าหากทำการเปรียบเทียบระหว่างข้าวนึ่ง
กับข้าวธรรมดาจะได้ว่าข้าวนึ่งดีกว่าข้าว
ธรรมดา โดยที่ข้าวนึ่งจะกะเทาะเปลือก
ง่ายกว่า คุณภาพการสีดีกว่า เก็บได้นาน
มีวิตามินB และ E สูง หุงขึ้นหม้อ และย่อย
ง่าย แต่ข้าวนึ่งมีกลิ่นและรสไม่เป็นที่ต้อง
การของผู้บริโภคที่คุ้นเคยกับข้าวขาว
ธรรมดา รวมทั้ง ข้าวนึ่งมีต้นทุนการผลิต
สูงกว่าข้าวขาวธรรมดา ดังนั้นถ้าหากนำ
ข้าวนึ่งมาบริโภคย่อมมีประโยชน์
ต่อสุขภาพ อนาคตคนไทยอาจหันมา
นิยมบริโภคข้าวนึ่งมากขึ้น

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : http://pr.moph.go.th/

สนใจ ข้าวนึ่งทิพย์ประทาน ทักได้ที่

www.itthipon2020.com
Inbox : http://bit.ly/2jVQSij
ทักไลน์ที่ :
http://line.me/ti/p/rD6q5-CQ2D
โทร.064-796-1652

อาหารช่วยลดความอยากน้ำตาล ไม่อยากอ้วนและเสี่ยงโรค ต้องจัด!

น้ำตาลคือ หนึ่งในตัวการที่ทำให้คนเราอ้วนขึ้น และยังส่งผลเสียต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดโรคเรื้อรังต่างๆ, เป็นเหตุให้เกิดโรคกระดูกเปราะและฟันผุ และเกิดการสะสมไขมันตรงบริเวณสะโพก ต้นแขน ต้นขา และหน้าท้อง ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความอ้วนเฉพาะส่วนหรืออ้วนทั้งตัวได้นั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ เราจึงควรลดการกินน้ำตาล โดยควรกินน้ำตาลวันละแค่ 6 ช้อนชา และควรลดการกินคาร์โบไฮเดรต แต่บางครั้งการลดน้ำตาลลงหรือการงดน้ำตาลเพื่อลดความอ้วน จะทำให้เกิดความอยากน้ำตาลเพิ่มและหากยิ่งกินน้ำตาลเพิ่มไปอีก ก็จะส่งผลให้อ้วนมากขึ้นอันเนื่องจากการกินน้ำตาลในปริมาณมาก เพื่อทดแทนในช่วงที่ลดหรืองดน้ำตาลไป อย่างไรก็ตาม เราสามารถที่จะลดความอยากน้ำตาลลงได้ แม้จะอยู่ในช่วงที่ลดหรืองดน้ำตาลด้วยการกินอาหารต่างๆ เหล่านี้

อาหารที่อุดมไปด้วยโปรไบโอติก

โปรไบโอติกคือ จุลินทรีย์ชนิดหนึ่งที่ให้ผลดีต่อร่างกาย ซึ่งจะอยู่ในของกินประเภทนมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ต เมื่อกินเข้าไปโปรไบโอติกจะเข้าไปอยู่ในลำไส้ และทำการผลิตสารที่ช่วยคอยกำจัดพวกเชื้อยีสต์หรือเชื้อจุลินทรีย์ชนิดไม่ดีต่างๆ ในร่างกายของคนเรา ช่วยขจัดน้ำตาลในร่างกาย และช่วยให้ความอยากน้ำตาลลดลง นอกจากนี้โปรไบโอติกยังช่วยให้ลำไส้มีสุขภาพดีขึ้นด้วย

โปรตีน

การเลือกกินโปรตีนแทนอาหารที่มีน้ำตาล เช่น เนื้อสัตว์ ถั่ว นม ไข่ ฯลฯ จะช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลของร่างกาย เนื่องจากโปรตีนจะเข้ามาแทนที่ของน้ำตาลในระบบของร่างกายบางส่วน

ไฟเบอร์หรือเส้นใยอาหาร

มีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือเส้นใยที่ละลายน้ำได้ (soluble fiber) และเส้นใยที่ละลายน้ำไม่ได้ (insoluble fiber) ซึ่งเส้นใยที่ละลายน้ำได้ มีคุณสมบัติช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด และทำให้ความอยากน้ำตาลลดลง อีกทั้งยังช่วยลดอัตราความเสี่ยงในการป่วยเป็นโรคเบาหวานได้อีกด้วย โดยเส้ยใยที่ละลายน้ำได้ มักปนอยู่กับส่วนที่เป็นแป้งในพืช ในผักและผลไม้เกือบทุกชนิด และพืชตระกูลถั่ว (ทั้งถั่วเมล็ดและถั่วฝัก) ข้าวบาร์เลย์ รำข้าวโอ๊ต และข้าวโอ๊ตพร้อมบริโภค

ไขมันชนิดดี

เช่น ไข่ ชีส ถั่ว และปลา ฯลฯ เป็นอาหารที่มีไขมันชนิดดี การเลือกกินอาหารเหล่านี้ จะสามารถช่วยลดระดับความอยากน้ำตาลของร่างกายลงได้

เครื่องเทศและสมุนไพรต่างๆ

เช่น ขิง หรือขมิ้น ฯลฯ โดยนำมากินเป็นเครื่องเคียง หรือใช้เป็นส่วนผสมเพิ่มเติมในเมนูอาหารที่เราจะกินในมื้อนั้นๆ นอกจากจะสามารถช่วยลดความอยากน้ำตาลของร่างกายลงได้แล้ว ยังสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในกระแสเลือดลงได้อีกด้วย

บางครั้งความอยากน้ำตาล อาจเป็นสัญญาณหนึ่งที่บอกว่าร่างกายกำลังขาดน้ำ การดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอในแต่ละวัน จะช่วยลดความอยากน้ำตาลได้เช่นกัน อีกทั้งยังช่วยให้ลำไส้สามารถกำจัดแบคทีเรียชนิดไม่ดีออกไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย