กินอย่างไร คุมเบาหวานให้อยู่หมัด

อาหาร มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาโรคเบาหวาน ซึ่งคนเป็นเบาหวานมักจะละเลยในเรื่องของอาหารการกิน โดยอาจคิดว่าเมื่อได้กินยาแล้ว คงหายเหมือนกับโรคทั่วไป ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด

เนื่องจากโรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่หายขาด ซึ่งการใช้ยารักษาเพียงอย่างเดียว จะไม่สามารถควบคุมเบาหวานได้ ดังนั้น การควบคุมอาหารและรู้จักเลือกกินอาหารที่เหมาะสม ในปริมาณที่ถูกสัดส่วนกับความต้องการของร่างกาย ก็ถือเป็นวิธีหนึ่งในการรักษาและป้องกันโรคเบาหวานได้

นพ.ประสิทธิ์ ลีวัฒนภัทร ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล ได้เล่าถึงอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ภายในงาน “เปลี่ยนเบาหวาน ให้เป็นเบาหวิว” ในโครงการ SOOK Activity โดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ไว้ว่า หัวใจสำคัญของการควบคุมเบาหวาน คือ การกินอาหารให้พอดีกับความต้องการของร่างกาย โดยไม่มากหรือน้อยจนเกินไป เพราะการกินที่มากเกินจะทำให้น้ำตาลขึ้นสูงหรือขึ้นเร็ว ในขณะเดียวกันหากกินน้อยไป อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำจนเป็นอันตรายได้

คุณหมอประสิทธิ์ บอกอีกว่า ความจริงแล้วหลักการกินอาหารสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน ไม่ได้แตกต่างจากหลักการกิน เพื่อให้มีสุขภาพดีของคนทั่วไป เป็นการกินอาหารให้ครบหมู่ ถูกสัดส่วน ในปริมาณพอเหมาะ และมีความหลากหลาย

โดยอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวานแบ่งง่ายๆ เป็น 3 ประเภท ได้แก่

1.อาหารที่ “ไม่ควร” รับประทาน

น้ำตาลทุกชนิด เช่น น้ำตาลอ้อย น้ำตาลปี๊บ น้ำตาลก้อน น้ำผึ้ง เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นส่วนผสม เช่น น้ำเก๊กฮวย น้ำลำไย ชาเขียว น้ำอัดลม ชา กาแฟปรุงสำเร็จ และขนมหวานต่างๆ เค้ก คุกกี้ โดนัท

ผลิตภัณฑ์นม ได้แก่ นมข้นหวาน นมปรุงแต่งรสหวาน โยเกิร์ตปรุงแต่งรสชาติ นมเปรี้ยว

ผลไม้กวน ผลไม้แช่อิ่ม ผลไม้เชื่อม ผลไม้ตากแห้ง เช่น กล้วยตาก ลูกเกด ลูกพลับ ลูกพรุน อินทผลัมตากแห้ง รวมถึงผลไม้ในน้ำเชื่อมบรรจุกระป๋อง

อาหารที่ปรุงด้วยไขมันอิ่มตัว เช่น ไขมันสัตว์ ไส้กรอก หมูสามชั้น น้ำมันมะพร้าว แกงกะทิ ไขมันนม เนย ครีม

เนื่องจากอาหารเหล่านี้ มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบหลัก ซึ่งไม่เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวาน เพราะจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นรวดเร็ว ซึ่งเป็นอันตรายจึงควรหลีกเลี่ยง

2.อาหารที่รับประทานได้ “ไม่จำกัดปริมาณ”
ผักก้าน ผักใบ ผักใบเขียวทุกชนิด ควรรับประทานทุกวัน และทุกมื้อให้หลากหลายชนิดในหนึ่งวัน อาหารเหล่านี้เป็นอาหารที่แคลอรี่ต่ำ และมีใยอาหารสูง ทำให้การดูดซึมน้ำตาลช้าลง อีกทั้งใยอาหารยังช่วยดูดซับน้ำตาล ไม่ให้เข้าสู่กระแสเลือดเร็วเกินไป ทำให้ร่างกายสามารถดึงน้ำตาลไปใช้ได้พอดี ได้แก่ ผักกาด คะน้า กวางตุ้ง ผักบุ้ง ตำลึง บวบ มะเขือ ฟัก แตงกวา น้ำเต้า ถั่วฝักยาว ถั่วงอก เป็นต้น จะรับประทานในรูปของผักสด หรือผักต้มก็ได้ แต่ไม่แนะนำในรูปของน้ำผักปั่น โดยเฉพาะน้ำผักปั่นแยกกาก ทำให้เราได้รับใยอาหารไม่ได้มากเท่าที่ควร
ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกยังได้กำหนดให้บริโภคผักและผลไม้อย่างน้อย 400 กรัมต่อวัน หรือเทียบเท่ากับปริมาณ 4-6 ทัพพี แต่หากเป็นผักต้มสุกจะต้องเพิ่มเป็น 2 เท่า   ขณะที่  สสส.ได้เผยผลวิจัยพบว่า การกินผักและผลไม้อย่างน้อยวันละ 400 กรัม สามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจได้ร้อยละ 33 และโรคมะเร็งได้ร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับคนที่กินผักและผลไม้ต่ำกว่าเกณฑ์

 

 

 

 

 

 

3.อาหารที่รับประทานได้ แต่ต้อง “จำกัดปริมาณ”

อาหารประเภทข้าว แป้ง เช่น ข้าว ก๋วยเตี๋ยว ขนมปัง เผือก มัน ฯลฯ อาหารเหล่านี้มีคาร์โบไฮเดรตน้อยกว่าน้ำตาล และมีโปรตีน วิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหารที่จำเป็นแก่ร่างกาย โดยอาหารจำพวกแป้งจะถูกย่อยเปลี่ยนให้เป็นน้ำตาล และเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของร่างกาย ผู้เป็นโรคเบาหวานจึงไม่ควรงดหรือจำกัดจนเกินไป ควรได้รับให้เหมาะสมกับแรงงานและกิจกรรมที่ทำ การจำกัดข้าวหรือแป้งมากเกินไปกลับเป็นผลเสีย เพราะระดับน้ำตาลในเลือดอาจต่ำ เกิดอาการหิว ส่งผลให้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้

ผลไม้ ผลไม้แต่ละชนิดจะมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตแตกต่างกัน ซึ่งคาร์โบไฮเดรตในผลไม้อยู่ในรูปแบบของน้ำตาล โดยผลไม้บางชนิดมีน้ำตาลมาก เช่น ทุเรียนมีน้ำตาลประมาณ 30 – 35% ส้มมีน้ำตาลประมาณ 10% และมะขามหวาน มีน้ำตาลมากถึง 75 – 80% ซึ่งผลไม้ยิ่งหวานมาก ก็จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากขึ้นด้วย จึงควรหลีกเลี่ยงผลไม้หวานจัด เช่น ลำไย ทุเรียน มะม่วงสุก องุ่น เป็นต้น

ถึงแม้ว่าผลไม้จะมีน้ำตาล แต่ก็ยังมีวิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหาร ดังนั้นผู้ที่เป็นโรคเบาหวานจึงไม่ควรงด แต่ควรกินตามปริมาณที่กำหนด โดยแนะนำว่าสามารถกินได้วันละ 2-3 มื้อ ในปริมาณ 7-8 ชิ้น คำ/มื้อ

การจะควบคุมโรคเบาหวานให้อยู่หมัด จำเป็นต้องลดทั้งหวาน มัน เค็ม และเพิ่มผัก รวมถึงออกกำลังกายสม่ำเสมอ ดูแลทั้งหมดนี้ไปพร้อมๆ กัน ซึ่งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เป็นสิ่งสำคัญที่จะดูแลสุขภาพของเราได้อย่างยั่งยืน

เรื่องโดย : เสาวลักษณ์ พิสิษฐ์ไพบูลย์ Team Content www.thaihealth.or.th

ทำไม ต่างชาตินิยมทานข้าวนึ่ง

คุณประโยชน์

ของการรับประทานข้าวนึ่งปลอดภัย ชนิดพิเศษ

ตราทิพย์ประทาน

สารอาหาร 

1. น้ำมันรำข้าว 

  • สาร แกมมา โอไรซานอล

       (Gamma Oryzanol)

คุณประโยชน์

  • ลดใขมันคอเลสเตอรอล (LDC-C)

  • ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ

  • ยับยั้งการเติบโตของเซลล์เนื้องอกและมะเร็ง

สารอาหาร 

  •  วิตามิน เอ (Vitamin A)

คุณประโยชน์

  • สร้างภูมิต้านทานเชื้อโรค

  • ช่วยการมองเห็น

  • สุขภาพผิวดี

สารอาหาร 

  • วิตามิน บี (Vitamin B)

คุณประโยชน์

  • ช่วยเผาผลาญพลังงานได้สมบูรณ์​

  • ลดอาการปวดหัว/ไมเกรน (Migraines)

  • หลับลึก

  • ลดอาการเครียด

  • ความจำดี

สารอาหาร 

  • วิตามิน อี (Vitamin E)

คุณประโยชน์​​

  • ช่วยให้ดูอ่อนกว่าวัย

  • ป้องกันและสลายลิ่มเลือด

  • ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

สารอาหาร 

  • โอเมก้า 6 (Omega 6)

คุณประโยชน์​​

  • ควบคุมระดับฮอร์โมนในร่างกายให้ปกติ

  • ชะลอความเสื่อมของเซลล์

  • ลดอาการแทรกซ้อนต่างๆของผู้ป่วยเบาหวาน

สารอาหาร 

2. ดัชนีน้ำตาลในข้าวต่ำ (Low GI) 

คุณประโยชน์​​

ช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือดให้สมดุลย์

สนใจติดต่อ
www.itthipon2020.com
Inbox : http://bit.ly/2jVQSij
ทักไลน์ที่ : 
http://line.me/ti/p/rD6q5-CQ2D
โทร.064-796-1652

มาตรฐาน ข้าวทิพย์ประทาน

 

ข้าวทิพย์ประทาน
อีกหนึ่งความภาคภูมิใจของเรา
กับมาตรฐานการผลิตระดับโลก
และกระบวนการขนส่งที่ได้มาตรฐาน

เริ่มจากการใช้สถานที่จัดเก็บที่เหมาะสม
ปลอดภัย กระบวนการขนถ่ายสินค้าที่ได้
มาตรฐานการส่งออก

แม้แต่สิ่งเล็กๆน้อยๆเรื่องของมาตรฐาน
ความสะอาด การปูพื้นด้วยกระดาษลัง
คุณภาพดี เพื่อรักษาความสะอาดของ
สินค้า

การตรวจนับ และการใช้แรงงานขนถ่าย
สินค้าอย่างเหมาะสมจนไปถึงระบบขนส่ง
ที่มีประสิทธิภาพ มีความปลอดภัยต่อสินค้า
สูง

วันนี้ข้าวทิพย์ประทานหลายสิบตัน ได้
เคลื่อนตัวออกจากโรงงานผลิต และ
พร้อมจะดูแลสุขภาพให้กับคนไทยทั้ง
ประเทศ และคนทั่วโลกแล้ว

ข้าวทิพย์ประทาน
ขัาวไทย ไปไกลทั่วโลก

สนใจ ข้าวทิพย์ประทาน ทักได้ที่

http://www.itthipon2020.com
Inbox : http://bit.ly/2jVQSij
ทักไลน์ที่ : http://line.me/ti/p/rD6q5-CQ2D
โทร.064-796-1652

ข้าวทิพย์ประทาน ข้าวไทยคุณภาพส่งออก

                

    

 

“ข้าวทิพย์ประทาน……..ข้าวคนไทย”

“คุุณภาพส่งออก…..คนไทยต้องได้ทาน”

สนใจติดต่อ
www.itthipon2020.com
Inbox : http://bit.ly/2jVQSij
ทักไลน์ที่ : 
http://line.me/ti/p/rD6q5-CQ2D
โทร.064-796-1652

อาหารที่เหมาะสําหรับผู้ป่วยเบาหวาน

โรคเบาหวาน คือ ภาวะที่ไม่สมดุลของฮอร์โมนในร่างกายที่ชื่อ อินซูลิน

ซึ่งมีหน้าที่ในการนำน้ำตาลเข้าสู่เซลล์เพื่อเผาผลาญให้เป็นพลังงานในการดำเนินชีวิตของคนเรา

แต่เมื่อใดที่อินซูลินเกิดความไม่สมดุล คือ อาจจะมีน้อยไม่เพียงพอต่อความต้องการ

ทำให้พาน้ำตาลเข้าไปในเซลล์ไม่ได้จึงตกค้างอยู่ในกระแสเลือดมากเกินไปเรียกว่าการขาดอินซูลิน หรือมีมากแต่ไม่ออกฤทธิ์ตามปกติจึงเรียกว่าภาวะดื้อต่ออินซูลินเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังชนิดหนึ่งที่มีผลต่อสุขภาพของผู้ป่วยในระยะยาว

คนเป็นเบาหวานโดยทั่วไป มักจะละเลยในเรื่องของอาหารการกินและการควบคุมอาหาร รวมถึงไม่ค่อยใส่ใจกับการออกกำลังกายด้วย

โดยอาจจะคิดแค่ว่าเมื่อรับประทานยาแล้วก็คงหายเหมือนกับโรคทั่วๆ ไป ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด เพราะโรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่หายขาด

ซึ่งการใช้ยารักษาเพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถควบคุมเบาหวานได้ ดังนั้น การควบคุมอาหารและรู้จักเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมในปริมาณที่ถูกสัดส่วนกับความต้องการของร่างกาย ก็ถือเป็นวิธีหนึ่งในการรักษาและป้องกันโรคเบาหวานได้

อาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน แบ่งได้เป็น 3 ประเภทคือ

1. อาหารที่ห้ามรับประทาน

อาหารที่ผู้ป่วยเบาหวานห้ามรับประทานโดยเด็ดขาดคือ อาหารที่มีน้ำตาลสูงหรือมีรสหวานจัด ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวอย่าง น้ำตาลกลูโคส น้ำตาลฟรักโทส และน้ำตาลโมเลกุลคู่ อย่างเช่นน้ำตาลซูโครส หรือที่เรารู้จักกันดีก็คือน้ำตาลทราย

1.1 อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหรือห้ามรับประทาน ได้แก่ ลูกอม ลูกกวาด ไอศกรีม ขนมคุ้กกี้ ขนมเค้ก ช็อกโกแลต ขนมหวานทุกชนิด รวมถึงน้ำแข็งใสที่มีส่วนประกอบของกะทิและน้ำเชื่อมด้วย

1.2 ผลไม้ที่มีรสหวาน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผลไม้ไทยๆ แทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ทุเรียน ลำไย เงาะ และมะม่วงสุก ฉะนั้นผลไม้เหล่านี้ต้องระวังให้มากๆ

1.3 เครื่องดื่ม ให้ระวังน้ำอัดลมเป็นอันดับแรก เพราะถือว่าเป็นเครื่องดื่มที่ใกล้ตัวที่สุดรองลงมาจากน้ำเปล่า ถัดมาเป็นน้ำผลไม้ซึ่งส่วนมากจะมีรสหวานทั้งจากตัวผลไม้เองและจากน้ำเชื่อมที่เติมลงไป เช่น น้ำส้ม น้ำองุ่น และน้ำแอปเปิ้ล

แต่ถ้าอยากจะดื่มน้ำผลไม้ให้เลือกเป็นน้ำมะเขือเทศสดเพราะจะมีปริมาณน้ำตาลน้อยกว่าผลไม้ชนิดอื่นๆ และเครื่องดื่มที่ควรหลีกเลี่ยงอันดับต่อไปก็คือ เครื่องดื่มชูกำลังหรือน้ำเกลือแร่ต่างๆ ที่วางขายตามท้องตลาด

เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้มักจะมีส่วนประกอบของน้ำตาลเจือปนอยู่ด้วย รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จำพวกเบียร์และไวน์ด้วยเช่นกัน

หากจะห้ามของหวานกันทุกอย่างแบบนี้ ผู้ป่วยโรคเบาหวานคงไม่ได้ลิ้มรสความหวานกันเลยตลอดชีวิต แต่เราก็มีทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการความหวานอย่างปลอดภัยมาฝากกันด้วย

ซึ่งก็คือการใช้สารที่ให้ความหวานแทนน้ำตาล หรือที่เราเรียกกันว่าน้ำตาลเทียม ซึ่งมีรสหวานแต่ไม่ใช่น้ำตาล และไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดสูง ได้แก่ แอสพาร์แทม แซคคารีน หรือขัณทสกร ซูคราโลส และน้ำตาลแอลกอฮอล์ เช่น ซอร์บิทอล และแมนิทอล รับรองว่าปลอดภัยแน่นอนค่ะ

2. รับประทานได้อย่างปลอดภัยโดยไม่จำกัดจำนวนบริโภค

อาหารที่ผู้ป่วยเบาหวานสามารถรับประทานได้ไม่จำกัด ได้แก่ อาหารที่ให้พลังงานต่ำ และมีเส้นใยอาหารสูง โดยเฉพาะผักใบเขียวและผักที่มีสีเหลือง

ซึ่งจะทำให้การดูดซึมน้ำตาลช้าลง เช่น ผักคะน้า ผักบุ้งจีน ถั่วงอก ถั่วฝักยาว นอกจากนี้ยังมีอาหารที่เป็นธัญพืชด้วยซึ่งจะสามารถรับประทานได้ไม่อั้น

3. รับประทานได้อย่างปลอดภัยแต่ต้องจำกัดจำนวนบริโภค

สำหรับผู้ป่วยเบาหวานควรระมัดระวังในการรับประทานคาร์โบไฮเดรต ซึ่งได้แก่ อาหารประเภทแป้งทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น ข้าว ขนมจีน เส้นก๋วยเตี๋ยว มักโรนี หรือสปาเกตตี้

ซึ่งจะมีปัจจัยที่ต้องพิจารณาร่วมกันอยู่ 2 ประการก็คือ ปริมาณเส้นใยในอาหารและไกลซีมิคอินเดกซ์ที่ใช้วัดการดูดซึมของอาหาร กล่าวคือ ผู้ป่วยเบาหวานควรเลือกรับประทานอาหารที่มีกากใยสูงและมีการดูดซึมค่อนข้างต่ำ

หรือทำให้การดูดซึมช้าลง ได้แก่ เมล็ดธัญพืชที่ไม่ขัดขาว เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท และถั่วเมล็ดแห้ง

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญในการดูแลเรื่องของอาหารการกินสำหรับผู้ป่วยเบาหวานนั้น ต้องพึงระลึกเสมอว่าไม่มีอาหารประเภทใดที่ดีที่สุดสำหรับโรคเบาหวาน

ดังนั้น ควรรับประทานอาหารให้หลากหลายในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน และควรหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำด้วยเพียงเท่านี้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคเบาหวานก็จะดีขึ้นแล้ว

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : www.organicbook.com/health/

ข้าวทิพย์ประทาน

คุณประโยชน์

ของการรับประทานข้าวนึ่งปลอดภัย ชนิดพิเศษ

ตราทิพย์ประทาน

สารอาหาร 

1. น้ำมันรำข้าว 

  • สาร แกมมา โอไรซานอล

       (Gamma Oryzanol)

คุณประโยชน์

  • ลดใขมันคอเลสเตอรอล (LDC-C)

  • ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ

  • ยับยั้งการเติบโตของเซลล์เนื้องอกและมะเร็ง

สารอาหาร 

  •  วิตามิน เอ (Vitamin A)

คุณประโยชน์

  • สร้างภูมิต้านทานเชื้อโรค

  • ช่วยการมองเห็น

  • สุขภาพผิวดี

สารอาหาร 

  • วิตามิน บี (Vitamin B)

คุณประโยชน์

  • ช่วยเผาผลาญพลังงานได้สมบูรณ์​

  • ลดอาการปวดหัว/ไมเกรน (Migraines)

  • หลับลึก

  • ลดอาการเครียด

  • ความจำดี

สารอาหาร 

  • วิตามิน อี (Vitamin E)

คุณประโยชน์​​

  • ช่วยให้ดูอ่อนกว่าวัย

  • ป้องกันและสลายลิ่มเลือด

  • ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

สารอาหาร 

  • โอเมก้า 6 (Omega 6)

คุณประโยชน์​​

  • ควบคุมระดับฮอร์โมนในร่างกายให้ปกติ

  • ชะลอความเสื่อมของเซลล์

  • ลดอาการแทรกซ้อนต่างๆของผู้ป่วยเบาหวาน

สารอาหาร 

2. ดัชนีน้ำตาลในข้าวต่ำ (Low GI) 

คุณประโยชน์​​

ช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือดให้สมดุลย์

สนใจติดต่อ
www.itthipon2020.com
Inbox : http://bit.ly/2jVQSij
ทักไลน์ที่ : 
http://line.me/ti/p/rD6q5-CQ2D
โทร.064-796-1652

ข้าวนึ่ง คุณค่าโภชนาการสูง

ข้าว (Rice) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า
Oryza sativa L. เป็นธัญพืชที่นำเมล็ด
มาบริโภค เมื่อแบ่งตามชนิดของแป้ง
ในเมล็ดที่บริโภคจะแบ่งออกเป็น
2 ชนิด คือ ข้าวเจ้าและข้าวเหนียว
ประเทศไทยมีข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจ
ที่สำคัญและมีแหล่งที่อุดมสมบูรณ์
ในการเพาะปลูกเพื่อเป็นการบริโภค
ภายในประเทศ และส่งออกสู่ตลาด
โลก รวมทั้งข้าวยังมีคุณค่าทางด้าน
อาหาร ยารักษาโรค และประเพณี
วัฒนธรรมของคนไทย

ข้าวนึ่ง (parboiled rice) หมายถึง
ข้าวเจ้าที่ผ่านกระบวนการทำข้าว
นึ่งและขัดเอารำออกแล้ว ข้าวนึ่ง
เป็นผลิตภัณฑ์สินค้าประเภทข้าว
ของคนไทยที่แปรรูปมาจากเมล็ด
ข้าวของข้าวกล้องและข้าวขาว
ที่ต้องมีปริมาณแป้งอมิโลส
(amylose) ประกอบอยู่ด้วยมากกว่า
25% ซึ่งอมิโลส เป็นสารประกอบ
เชิงซ้อนที่เกิดจากการรวมตัวของ
กลูโคสจำนวนมากต่อกันเป็นแนว
ยาว (linear chain) โดยที่ในเมล็ด
ข้าวเจ้าจะมีส่วนประกอบของแป้ง
อมิโลส ประมาณ 20-30%

กระบวนการผลิตข้าวนึ่ง
สามารถทำการผลิตข้าวนึ่งได้ทั้ง
ระดับครัวเรือนและระดับอุตสา-
หกรรม ซึ่งกระบวนการผลิตข้าวนึ่ง
ทำได้โดยนำข้าวเปลือกไปทำ
ความสะอาด แล้วทำการแช่ลงใน
น้ำร้อนและน้ำเย็นเพื่อให้ข้าวเปลือก
มีความชื้น30-40% สารอาหารจาก
ชั้นเปลือกจะซึมเข้าไปและคงอยู่ภาย
ในเมล็ด จากนั้นจึงนำไปนึ่งหรือต้มจน
สุกซึ่งทำให้ส่วนที่เป็นแป้งภายในเมล็ด
สุกและมีการขยายตัว ข้าวที่ได้จะมีสี
เหลืองอ่อน เพื่อให้ข้าวเปลือกนึ่งเก็บ
ไว้ได้นาน และป้องกันการทำลายเชื้อ
ราก่อนนำไปขัดสีเป็นข้าวนึ่งจึงทำการ
ลดความชื้นข้าวเปลือกนึ่งให้เหลือ
12-14% อาจจะใช้วิธีตากแดดหรือ
เครื่องอบแห้งก็ได้

ข้าวนึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่า
ข้าวขาว แต่ประเทศไทยส่งออกข้าวนึ่ง
สู่ตลาดโลกมากกว่านำมาบริโภคภาย
ในประเทศ ประโยชน์ของการทำข้าวนึ่ง
ทำให้ข้าวมีคุณภาพการสีดีขึ้น ทำให้ข้าว
หักน้อยลงเมื่อนำไปสี และเพิ่มคุณค่า
ทางโภชนาการของข้าวเมื่อนำไปบริโภค

ถ้าหากทำการเปรียบเทียบระหว่างข้าวนึ่ง
กับข้าวธรรมดาจะได้ว่าข้าวนึ่งดีกว่าข้าว
ธรรมดา โดยที่ข้าวนึ่งจะกะเทาะเปลือก
ง่ายกว่า คุณภาพการสีดีกว่า เก็บได้นาน
มีวิตามินB และ E สูง หุงขึ้นหม้อ และย่อย
ง่าย แต่ข้าวนึ่งมีกลิ่นและรสไม่เป็นที่ต้อง
การของผู้บริโภคที่คุ้นเคยกับข้าวขาว
ธรรมดา รวมทั้ง ข้าวนึ่งมีต้นทุนการผลิต
สูงกว่าข้าวขาวธรรมดา ดังนั้นถ้าหากนำ
ข้าวนึ่งมาบริโภคย่อมมีประโยชน์
ต่อสุขภาพ อนาคตคนไทยอาจหันมา
นิยมบริโภคข้าวนึ่งมากขึ้น

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : http://pr.moph.go.th/

สนใจ ข้าวนึ่งทิพย์ประทาน ทักได้ที่

www.itthipon2020.com
Inbox : http://bit.ly/2jVQSij
ทักไลน์ที่ :
http://line.me/ti/p/rD6q5-CQ2D
โทร.064-796-1652