ข้าวทิพย์ประทาน ต่างกับข้าวทั่วไปยังไง

ข้าวทิพย์ประทาน

คือ ข้าวนึ่ง (Parboiled rice)   มีการส่งออกไปในตลาดต่างประเทศ
ปีละหลายล้านตัน  ทำไมชาวต่างชาติ จึงนิยมทานข้าวนึ่ง  เพราะว่า

ข้าวนึ่ง ได้ผ่านกระบวนการผลิต  ที่ทำให้สารอาหาร และวิตามินต่างๆ
ที่อยู่รอบเมล็ดข้าว   ถูกผลักเข้าไปอยู่ในเมล็ด    ในขณะที่ยังเป็นข้าว
เปลือก ทำให้ข้าวนึ่งมีคุณประโยชน์และวิตามินสูงกว่าข้าวปกติทั่วไป
แม้จะซาวน้ำ      ก็ไม่ทำให้คุณประโยชน์ในเมล็ดข้าวจางหายไปเยอะ
เหมือนกับข้าวกล้อง

หลายคนสงสัยว่า ข้าวนึ่ง ทานได้ทุกคนมั้ย
ตอบ…ทานได้หมดทุกเพศ ทุกวัย เพราะคือข้าว แค่ผ่านกระบวนการ
นวัตกรรมที่ได้คิดค้น วิจัยกันมา ไม่ได้เคลือบหรือเติมแต่งสารที่เป็น
อันตรายอันใดเลย  แม้คนที่เป็น  เบาหวาน ความดัน เหน็บชา หัวใจ
ไขมัน สะเก็ดเงิน มะเร็ง ริดสีดวง ก็ทานได้หมด  เพราะทุกคนก็ทาน
ข้าวปกติอยู่แล้ว ลองเปลี่ยนมาทานข้าวนึ่ง ข้าวทิพย์ประทาน   เพื่อ
สุขภาพที่ดี ของทุกคนในครอบครัว

สนใจ ข้าวทิพย์ประทาน ทักได้ที่

http://www.itthipon2020.com
Inbox : http://bit.ly/2jVQSij
ทักไลน์ที่ : http://line.me/ti/p/rD6q5-CQ2D
โทร.064-796-1652

กินอย่างไร คุมเบาหวานให้อยู่หมัด

อาหาร มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาโรคเบาหวาน ซึ่งคนเป็นเบาหวานมักจะละเลยในเรื่องของอาหารการกิน โดยอาจคิดว่าเมื่อได้กินยาแล้ว คงหายเหมือนกับโรคทั่วไป ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด

เนื่องจากโรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่หายขาด ซึ่งการใช้ยารักษาเพียงอย่างเดียว จะไม่สามารถควบคุมเบาหวานได้ ดังนั้น การควบคุมอาหารและรู้จักเลือกกินอาหารที่เหมาะสม ในปริมาณที่ถูกสัดส่วนกับความต้องการของร่างกาย ก็ถือเป็นวิธีหนึ่งในการรักษาและป้องกันโรคเบาหวานได้

นพ.ประสิทธิ์ ลีวัฒนภัทร ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล ได้เล่าถึงอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ภายในงาน “เปลี่ยนเบาหวาน ให้เป็นเบาหวิว” ในโครงการ SOOK Activity โดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ไว้ว่า หัวใจสำคัญของการควบคุมเบาหวาน คือ การกินอาหารให้พอดีกับความต้องการของร่างกาย โดยไม่มากหรือน้อยจนเกินไป เพราะการกินที่มากเกินจะทำให้น้ำตาลขึ้นสูงหรือขึ้นเร็ว ในขณะเดียวกันหากกินน้อยไป อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำจนเป็นอันตรายได้

คุณหมอประสิทธิ์ บอกอีกว่า ความจริงแล้วหลักการกินอาหารสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน ไม่ได้แตกต่างจากหลักการกิน เพื่อให้มีสุขภาพดีของคนทั่วไป เป็นการกินอาหารให้ครบหมู่ ถูกสัดส่วน ในปริมาณพอเหมาะ และมีความหลากหลาย

โดยอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวานแบ่งง่ายๆ เป็น 3 ประเภท ได้แก่

1.อาหารที่ “ไม่ควร” รับประทาน

น้ำตาลทุกชนิด เช่น น้ำตาลอ้อย น้ำตาลปี๊บ น้ำตาลก้อน น้ำผึ้ง เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นส่วนผสม เช่น น้ำเก๊กฮวย น้ำลำไย ชาเขียว น้ำอัดลม ชา กาแฟปรุงสำเร็จ และขนมหวานต่างๆ เค้ก คุกกี้ โดนัท

ผลิตภัณฑ์นม ได้แก่ นมข้นหวาน นมปรุงแต่งรสหวาน โยเกิร์ตปรุงแต่งรสชาติ นมเปรี้ยว

ผลไม้กวน ผลไม้แช่อิ่ม ผลไม้เชื่อม ผลไม้ตากแห้ง เช่น กล้วยตาก ลูกเกด ลูกพลับ ลูกพรุน อินทผลัมตากแห้ง รวมถึงผลไม้ในน้ำเชื่อมบรรจุกระป๋อง

อาหารที่ปรุงด้วยไขมันอิ่มตัว เช่น ไขมันสัตว์ ไส้กรอก หมูสามชั้น น้ำมันมะพร้าว แกงกะทิ ไขมันนม เนย ครีม

เนื่องจากอาหารเหล่านี้ มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบหลัก ซึ่งไม่เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวาน เพราะจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นรวดเร็ว ซึ่งเป็นอันตรายจึงควรหลีกเลี่ยง

2.อาหารที่รับประทานได้ “ไม่จำกัดปริมาณ”
ผักก้าน ผักใบ ผักใบเขียวทุกชนิด ควรรับประทานทุกวัน และทุกมื้อให้หลากหลายชนิดในหนึ่งวัน อาหารเหล่านี้เป็นอาหารที่แคลอรี่ต่ำ และมีใยอาหารสูง ทำให้การดูดซึมน้ำตาลช้าลง อีกทั้งใยอาหารยังช่วยดูดซับน้ำตาล ไม่ให้เข้าสู่กระแสเลือดเร็วเกินไป ทำให้ร่างกายสามารถดึงน้ำตาลไปใช้ได้พอดี ได้แก่ ผักกาด คะน้า กวางตุ้ง ผักบุ้ง ตำลึง บวบ มะเขือ ฟัก แตงกวา น้ำเต้า ถั่วฝักยาว ถั่วงอก เป็นต้น จะรับประทานในรูปของผักสด หรือผักต้มก็ได้ แต่ไม่แนะนำในรูปของน้ำผักปั่น โดยเฉพาะน้ำผักปั่นแยกกาก ทำให้เราได้รับใยอาหารไม่ได้มากเท่าที่ควร
ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกยังได้กำหนดให้บริโภคผักและผลไม้อย่างน้อย 400 กรัมต่อวัน หรือเทียบเท่ากับปริมาณ 4-6 ทัพพี แต่หากเป็นผักต้มสุกจะต้องเพิ่มเป็น 2 เท่า   ขณะที่  สสส.ได้เผยผลวิจัยพบว่า การกินผักและผลไม้อย่างน้อยวันละ 400 กรัม สามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจได้ร้อยละ 33 และโรคมะเร็งได้ร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับคนที่กินผักและผลไม้ต่ำกว่าเกณฑ์

 

 

 

 

 

 

3.อาหารที่รับประทานได้ แต่ต้อง “จำกัดปริมาณ”

อาหารประเภทข้าว แป้ง เช่น ข้าว ก๋วยเตี๋ยว ขนมปัง เผือก มัน ฯลฯ อาหารเหล่านี้มีคาร์โบไฮเดรตน้อยกว่าน้ำตาล และมีโปรตีน วิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหารที่จำเป็นแก่ร่างกาย โดยอาหารจำพวกแป้งจะถูกย่อยเปลี่ยนให้เป็นน้ำตาล และเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของร่างกาย ผู้เป็นโรคเบาหวานจึงไม่ควรงดหรือจำกัดจนเกินไป ควรได้รับให้เหมาะสมกับแรงงานและกิจกรรมที่ทำ การจำกัดข้าวหรือแป้งมากเกินไปกลับเป็นผลเสีย เพราะระดับน้ำตาลในเลือดอาจต่ำ เกิดอาการหิว ส่งผลให้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้

ผลไม้ ผลไม้แต่ละชนิดจะมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตแตกต่างกัน ซึ่งคาร์โบไฮเดรตในผลไม้อยู่ในรูปแบบของน้ำตาล โดยผลไม้บางชนิดมีน้ำตาลมาก เช่น ทุเรียนมีน้ำตาลประมาณ 30 – 35% ส้มมีน้ำตาลประมาณ 10% และมะขามหวาน มีน้ำตาลมากถึง 75 – 80% ซึ่งผลไม้ยิ่งหวานมาก ก็จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากขึ้นด้วย จึงควรหลีกเลี่ยงผลไม้หวานจัด เช่น ลำไย ทุเรียน มะม่วงสุก องุ่น เป็นต้น

ถึงแม้ว่าผลไม้จะมีน้ำตาล แต่ก็ยังมีวิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหาร ดังนั้นผู้ที่เป็นโรคเบาหวานจึงไม่ควรงด แต่ควรกินตามปริมาณที่กำหนด โดยแนะนำว่าสามารถกินได้วันละ 2-3 มื้อ ในปริมาณ 7-8 ชิ้น คำ/มื้อ

การจะควบคุมโรคเบาหวานให้อยู่หมัด จำเป็นต้องลดทั้งหวาน มัน เค็ม และเพิ่มผัก รวมถึงออกกำลังกายสม่ำเสมอ ดูแลทั้งหมดนี้ไปพร้อมๆ กัน ซึ่งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เป็นสิ่งสำคัญที่จะดูแลสุขภาพของเราได้อย่างยั่งยืน

เรื่องโดย : เสาวลักษณ์ พิสิษฐ์ไพบูลย์ Team Content www.thaihealth.or.th

ทำไม ต่างชาตินิยมทานข้าวนึ่ง

คุณประโยชน์

ของการรับประทานข้าวนึ่งปลอดภัย ชนิดพิเศษ

ตราทิพย์ประทาน

สารอาหาร 

1. น้ำมันรำข้าว 

  • สาร แกมมา โอไรซานอล

       (Gamma Oryzanol)

คุณประโยชน์

  • ลดใขมันคอเลสเตอรอล (LDC-C)

  • ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ

  • ยับยั้งการเติบโตของเซลล์เนื้องอกและมะเร็ง

สารอาหาร 

  •  วิตามิน เอ (Vitamin A)

คุณประโยชน์

  • สร้างภูมิต้านทานเชื้อโรค

  • ช่วยการมองเห็น

  • สุขภาพผิวดี

สารอาหาร 

  • วิตามิน บี (Vitamin B)

คุณประโยชน์

  • ช่วยเผาผลาญพลังงานได้สมบูรณ์​

  • ลดอาการปวดหัว/ไมเกรน (Migraines)

  • หลับลึก

  • ลดอาการเครียด

  • ความจำดี

สารอาหาร 

  • วิตามิน อี (Vitamin E)

คุณประโยชน์​​

  • ช่วยให้ดูอ่อนกว่าวัย

  • ป้องกันและสลายลิ่มเลือด

  • ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

สารอาหาร 

  • โอเมก้า 6 (Omega 6)

คุณประโยชน์​​

  • ควบคุมระดับฮอร์โมนในร่างกายให้ปกติ

  • ชะลอความเสื่อมของเซลล์

  • ลดอาการแทรกซ้อนต่างๆของผู้ป่วยเบาหวาน

สารอาหาร 

2. ดัชนีน้ำตาลในข้าวต่ำ (Low GI) 

คุณประโยชน์​​

ช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือดให้สมดุลย์

สนใจติดต่อ
www.itthipon2020.com
Inbox : http://bit.ly/2jVQSij
ทักไลน์ที่ : 
http://line.me/ti/p/rD6q5-CQ2D
โทร.064-796-1652

มาตรฐาน ข้าวทิพย์ประทาน

 

ข้าวทิพย์ประทาน
อีกหนึ่งความภาคภูมิใจของเรา
กับมาตรฐานการผลิตระดับโลก
และกระบวนการขนส่งที่ได้มาตรฐาน

เริ่มจากการใช้สถานที่จัดเก็บที่เหมาะสม
ปลอดภัย กระบวนการขนถ่ายสินค้าที่ได้
มาตรฐานการส่งออก

แม้แต่สิ่งเล็กๆน้อยๆเรื่องของมาตรฐาน
ความสะอาด การปูพื้นด้วยกระดาษลัง
คุณภาพดี เพื่อรักษาความสะอาดของ
สินค้า

การตรวจนับ และการใช้แรงงานขนถ่าย
สินค้าอย่างเหมาะสมจนไปถึงระบบขนส่ง
ที่มีประสิทธิภาพ มีความปลอดภัยต่อสินค้า
สูง

วันนี้ข้าวทิพย์ประทานหลายสิบตัน ได้
เคลื่อนตัวออกจากโรงงานผลิต และ
พร้อมจะดูแลสุขภาพให้กับคนไทยทั้ง
ประเทศ และคนทั่วโลกแล้ว

ข้าวทิพย์ประทาน
ขัาวไทย ไปไกลทั่วโลก

สนใจ ข้าวทิพย์ประทาน ทักได้ที่

http://www.itthipon2020.com
Inbox : http://bit.ly/2jVQSij
ทักไลน์ที่ : http://line.me/ti/p/rD6q5-CQ2D
โทร.064-796-1652

เบาหวานในเด็กและผู้ใหญ่ต่างกันหรือไม่

คำว่า “เด็กเป็นเบาหวาน” ก็เหมือนกับผู้ใหญ่เป็นเบาหวาน โรคนี้เป็นโรคเรื้อรังตลอดชีวิต มีภาวะแทรกซ้อนตามมา เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนเหมือนในผู้ใหญ่ เช่น

  • เบาหวานขึ้นจอตา ทำให้ตามองเห็นไม่ชัด อาจจะต้องมีการยิงเลเซอร์รักษา
  • โรคไต การเป็นโรคเบาหวานนานๆ และคุม ระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี ทำให้ไตเสื่อม ปัจจุบันเบาหวานชนิดที่ ๒ เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดที่ทำให้   เกิดโรคไตวายในคนไทย
  • ปลายประสาทเสื่อม มีอาการชา การรับความรู้สึกที่มือ เท้า ลดลง
  • หลอดเลือดแดงตีบแข็งกว่าปกติ โอกาสจะเป็นหลอดเลือดสมองขาดเลือดหรือ อัมพาต กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หัวใจวาย มากขึ้น

จุดเริ่มต้นจากเบาหวาน จะไปสู่สาเหตุของโรคเรื้อรังอื่นๆ แต่สามารถชะลอและป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ ถ้าควบคุมระดับน้ำตาลให้ดี

สิ่งที่สำคัญมากคือ ผู้ป่วยเบาหวาน จะต้องดูเรื่อง ของผลน้ำตาล ดูแลตนเองให้ระดับน้ำตาลอยู่ใกล้เคียงปกติมากที่สุด เพื่อป้องกันและชะลอการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เหล่านั้น

เบาหวานชนิดที่ 1 มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เกิด เป็นโรคที่ยังไม่สามารถป้องกันได้ แต่เบาหวานชนิดที่ 2 เป็นโรคที่เกี่ยวกับภาวะอ้วน พฤติกรรมการกิน พฤติกรรมการใช้ชีวิตป้องกันได้

เด็กที่เริ่มเป็นเบาหวานตั้งแต่อายุ 8 ขวบ ถ้าควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี อาจมีภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน เช่น ไตเสื่อม เบาหวานขึ้นจอตา ได้ตั้งแต่เป็นวัยรุ่น ดังนั้นผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานตั้งแต่เด็กจะต้องอยู่กับโรคเรื้อรังนี้และภาวะแทรกซ้อนไป อีกนาน ทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง เป็นผู้ใหญ่ที่ไม่แข็งแรง มีค่าใช้จ่ายในการรักษาจำนวนมาก เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดีที่สุดคือป้องกันอย่าให้เด็กเป็นเบาหวาน นั่นคือ อย่าให้ลูกอ้วน และเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต

เด็กที่เริ่มมีภาวะอ้วนจะต้องลดน้ำหนัก อย่าให้อ้วนมากไปกว่านี้ หรือกลุ่มที่มีภาวะเสี่ยงเริ่มมีน้ำตาลสูงผิดปกติแล้ว สามารถป้องกันไม่ให้เป็นโรคเบาหวานได้ ถ้าให้เด็กได้ออกกำลังกาย ควบคุมอาหาร เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต ดูทีวี เล่นเกมคอมพิวเตอร์ให้น้อยลง ใช้ชีวิตกลางแจ้งให้มากขึ้น กลุ่มนี้สามารถกลับมามีน้ำตาลปกติได้

ถ้าปล่อยให้เด็กเป็นเบาหวานแล้ว จะมานั่งเสียใจทีหลัง และเป็นตั้งแต่อายุน้อย ค่าใช้จ่ายมาก โดยเฉพาะถ้าวันหนึ่งเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นมาแล้ว ไม่สามารถไปแก้ไขภาวะตรงนั้นได้

ที่มา : มูลนิธิหมอชาวบ้าน

 

อาหารบำบัดเหน็บชา

 

เคยนั่งพับเพียบหรือนอนทับแขนตัวเองนาน ๆ แล้วมีอาการแขนขาเสียความรู้สึกต่อการสัมผัสไปชั่วขณะ หรือบางคนถึงขั้นเจ็บปวดและชาจนมีอาการอ่อนแรงเหยียดแขนขาไม่ออกหรือลุกไม่ได้เลยหรือไม่ค่ะ นั่นแหล่ะค่ะเขาเรียกว่า “อาการเหน็บชา” แต่อาการเหน็บชาที่จะพูดถึงในวันนี้ไม่ได้เกิดจากกิจวัตรประจำวันแบบนี้ แต่เราหมายถึง “โรคเหน็บชา”

โรคเหน็บชา หรือ Beriberi เป็นภาษา Sinhalese ของชนเผ่าในประเทศศรีลังกา หมายถึง “I can’t, I can’t” หรือ “ฉัน…ไม่ได้” ที่ชนเผ่าใช้คำนี้อาจเพราะโรคเหน็บชาทำให้มีอาการทางประสาท ปวดกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อไม่มีแรง รู้สึกซู่ซ่าตามมือและเท้าจนอาจเคลื่อนไหวไม่สะดวก ทำให้ต้องร้องขอความช่วยเหลือ“ช่วยด้วย…ฉันขยับขาไม่ได้” ภายหลังมีความพยายามหาสาเหตุของอาการที่เกิดขึ้นก็พบว่าคนที่กินข้าวขัดสีตลอดจะทำให้มีอาการ Beriberi ซึ่งภายหลังทราบว่า กระบวนการขัดสีข้าวทำให้เกิดการสูญเสียวิตามินบี 1 ดังนั้นเมื่อกินแต่ข้าวขัดสีและกินอาหารไม่หลากหลายจึงมีอาการเหน็บชาได้

วิตามินบี 1 เป็นวิตามินที่ละลายได้ในน้ำ หากร่างกายได้รับเกินจะถูกขับทิ้งทางปัสสาวะได้เอง ทำหน้าที่ช่วยเร่งการเผาผลาญสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมันเป็นพลังงาน ทำให้เรามีเรี่ยวแรงทำงานได้อย่างปกติ ดังนั้นเมื่อร่างกายขาดวิตามินบี 1 จึงส่งผลกระทบต่ออวัยวะและระบบต่าง ๆ โดยเฉพาะ 3 ระบบหลัก ได้แก่ ระบบประสาทและสมอง เพราะเป็นระบบที่มีการใช้พลังงานมากเมื่อเทียบกับเซลล์อื่น ๆ รองลงมาคือผิวหนัง และระบบทางเดินอาหาร

นอกจากนี้วิตามินบี 1 ยังมีส่วนสำคัญในการทำงานของระบบประสาท โดยเฉพาะการนำกระแสความรู้สึกของเส้นประสาท เคยมีการทดลองให้กลุ่มตัวอย่างกินอาหารที่ขาดวิตามินบี 1 พบว่าหลังเริ่มทดลอง 4 วัน กลุ่มตัวอย่างมีอาการเบื่ออาหาร ต่อมาเริ่มมีปัญหาทางอารมณ์ กลุ่มตัวอย่างมักอารมณ์ไม่ดี ทะเลาะกันง่าย ไม่ค่อยให้ความร่วมมือทำกิจกรรมต่าง ๆ ผู้ที่ขาดวิตามินบี 1 จึงไม่เพียงแค่มีอาการเหน็บชาเท่านั้น แต่บางรายอาจมีอาการทางอารมณ์ด้วย อย่างไรก็ตามผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าตนเองขาดวิตามินหรือเป็นโรคเหน็บชาเนื่องจากอาการแสดงโดยทั่วไปก็แค่ปวดหัว คลื่นไส้ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ปลายประสาทอักเสบ ไม่มีแรง เจ็บกล้ามเนื้อหรือชาตามมือเท้า ขี้หงุดหงิด ซึ่งอาจไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตอะไรมากนัก แต่หากปล่อยไว้ก็อาจมีผลต่อสุขภาพจิต หรือรุนแรงถึงขั้นโคม่า หัวใจล้มเหลว เสียชีวิตได้

ใครบ้างเสี่ยงเหน็บชา?

นอกจากการกินอาหารที่มีวิตามินบี 1 ไม่เพียงพอแล้ว การที่ร่างกายมีการใช้วิตามินบี 1 เพิ่มขึ้น หรือได้รับสารทำลายวิตามินบี 1 มาก ๆ ก็ทำให้เสี่ยงต่ออาหารเหน็บชาได้ หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร เด็กวัยเจริญเติบโต คนที่ทำงานใช้แรงเยอะ ๆ หรือนักกีฬา ผู้ป่วยเรื้อรัง มีไข้สูง เป็นโรคติดเชื้อ หรือแม้แต่ผู้ที่กินอาหารกลุ่มแป้งและน้ำตาลมาก ๆ คนกลุ่มนี้คือกลุ่มเสี่ยงที่จะขาดวิตามินบี 1 จนเกิดอาการเหน็บชาได้ เพราะร่างกายต้องการใช้วิตามินเพิ่มขึ้นจากปกติ หากกินไม่พอก็จะมีอาการขาดวิตามินบี 1 ทันที

นอกจากนี้ยังมีคนอีกกลุ่มที่เสี่ยงต่อการขาดวิตามินบี 1 นั่นคือผู้ที่กินอาหารที่มีฤทธิ์ขัดขวางการดูดซึมหรือทำลายวิตามินบี 1 ได้แก่

  • ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำทั้งนี้เนื่องจากแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ลดการดูดซึม และเพิ่มการขับทิ้งวิตามินบี 1 เสมือนคนกินยาขับปัสสาวะ ดื่มชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มชูกำลัง ซึ่งทำให้ร่างกายดูดซึมและสะสมวิตามินบี 1 ได้ไม่เพียงพอ
  • ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับ เช่น ตับแข็ง ทั้งนี้เพราะตับไม่สามารถนำวิตามินบี 1 ไปใช้ประโยชน์ได้
  • ผู้ที่ได้รับเอนไซม์ไธอะมิเนส (Thaiaminase) สารทำลายวิตามินบี 1 ซึ่งพบได้ในปลาน้ำจืดดิบ หอยลาย หอยแมลงภู่ หอยกาบ ปลาร้า กุ้ง แหนม แบบดิบ ๆ
  • ผู้กินใบเมี่ยง ใบชา หมาก มันสำปะหลังเป็นประจำ เพราะอาหารเหล่านี้มีสารทำลายวิตามินบี 1

กินบำบัดเหน็บชาอย่างไร?

แนวทางในการรักษาผู้ที่ขาดวิตามินบี 1 นั้นนอกจากการกินวิตามินในรูปของยาเม็ดเสริมตามระดับความรุนแรงของการขาดวิตามินแล้ว การกินอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบี 1 เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต ธัญพืช ถั่ว ซีเรียล เนื้อสัตว์ต่าง ๆ ฯลฯ เพื่อให้ได้วิตามินบี 1 วันละ 20 – 30 มิลลิกรัม เป็นระยะเวลา 2 – 3 สัปดาห์ ก็เป็นอีกทางที่จะช่วยให้หายจากอาการเหน็บชาได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามแม้จะได้วิตามินบี 1 เสริมมากเท่าไหร่ก็ตามแต่หากผู้ป่วยยังคงดื่มแอลกอฮอล์ และกินอาหารที่ทำลายวิตามินบี 1 เข้าไปมาก ๆ อาการเหน็บชาก็คงจะไม่หาย และยังคงกวนใจต่ออยู่ดี

เทคนิคกินกันเหน็บชา

  1. กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และหลากหลาย โดยเฉพาะ ข้าวแป้งไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ข้าวเหนียวดำ เส้นหมี่ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต ซีเรียล ข้าวโอ๊ต ถั่วธัญพืชต่าง ๆ
  2. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีสาร Thaiaminase เช่น ปลาน้ำจืด หอย กุ้ง เนื้อสัตว์แบบดิบ ๆ หากต้องการกิน แนะนำให้นำอาหารไปผ่านความร้อนจนอาหารสุก ก็จะช่วยทำลายThaiaminaseให้หมดฤทธิ์ได้
  3. หลีกเลี่ยงการกินใบเมี่ยง ใบชา หมาก มันสำปะหลัง เนื่องจากมีสารที่ทำลายวิตามินบี 1 ที่มีความคงตัวสูงไม่สามารถทำลายได้ด้วยความร้อน
  4. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง

Resource : HealthToday Magazine, No.187 November 2016

ข้าวทิพย์ประทาน ข้าวนวัตกรรม

ข้าวนึ่ง คุณค่าโภชนาการสูง
ข้าว (Rice) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า
Oryza sativa L. เป็นธัญพืชที่นำเมล็ด
มาบริโภค เมื่อแบ่งตามชนิดของแป้ง
ในเมล็ดที่บริโภคจะแบ่งออกเป็น2 ชนิด
คือ ข้าวเจ้าและข้าวเหนียวประเทศไทย
มีข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญและมี
แหล่งที่อุดมสมบูรณ์ในการเพาะปลูก
เพื่อเป็นการบริโภคภายในประเทศ และ
ส่งออกสู่ตลาดโลก รวมทั้งยังมีคุณค่า
ทางด้านอาหาร ยารักษาโรค และประเพณี
วัฒนธรรมของคนไทย

ข้าวนึ่ง (parboiled rice) หมายถึงข้าวเจ้าที่
ผ่านกระบวนการทำข้าวนึ่งและขัดเอารำออก
แล้ว ข้าวนึ่งเป็นผลิตภัณฑ์สินค้าประเภทข้าว
ของคนไทยที่แปรรูปมาจากเมล็ดข้าวของ
ข้าวกล้องและข้าวขาวที่ต้องมีปริมาณแป้ง
อมิโลส(amylose) ประกอบอยู่ด้วยมากกว่า
25% ซึ่งอมิโลส เป็นสารประกอบเชิงซ้อนที่
เกิดจากการรวมตัวของกลูโคสจำนวนมาก
ต่อกันเป็นแนวยาว (linear chain)โดยที่ใน
เมล็ดข้าวเจ้าจะมีส่วนประกอบของแป้ง
อมิโลส ประมาณ 20-30%

ข้าวนึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่า
ข้าวขาว แต่ประเทศไทยส่งออกข้าว
นึ่งสู่ตลาดโลกมากกว่านำมาบริโภคภาย
ในประเทศ ประโยชน์ของการทำข้าวนึ่ง
ทำให้ข้าวมีคุณภาพการสีดีขึ้นทำให้ข้าว
หักน้อยลงเมื่อนำไปสี และเพิ่มคุณค่าทาง
โภชนาการของข้าวเมื่อนำไปบริโภค

ถ้าหากทำการเปรียบเทียบระหว่างข้าวนึ่ง
กับข้าวธรรมดาจะได้ว่าข้าวนึ่งดีกว่าข้าว
ธรรมดา โดยที่ข้าวนึ่งจะกะเทาะเปลือก
ง่ายกว่า คุณภาพการสีดีกว่า เก็บได้นาน
มีวิตามินB และ E สูง หุงขึ้นหม้อ และย่อย
ง่าย แต่ข้าวนึ่งมีกลิ่นและรสไม่เป็นที่ต้อง
การของผู้บริโภคที่คุ้นเคยกับข้าวขาว
ธรรมดา รวมทั้ง ข้าวนึ่งมีต้นทุนการผลิตสูง
กว่าข้าวขาวธรรมดา ดังนั้นถ้าหากนำข้าว
นึ่งมาบริโภคย่อมมีประโยชน์ต่อสุขภาพ
อนาคตคนไทยอาจหันมานิยมบริโภค
ข้าวนึ่งมากขึ้น

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : http://pr.moph.go.th/

สนใจ ข้าวทิพย์ประทาน ทักได้ที่

http://www.itthipon2020.com
Inbox : http://bit.ly/2jVQSij
ทักไลน์ที่ : http://line.me/ti/p/rD6q5-CQ2D
โทร.064-796-1652

ข้าวทิพย์ประทาน ข้าวไทยคุณภาพส่งออก

                

    

 

“ข้าวทิพย์ประทาน……..ข้าวคนไทย”

“คุุณภาพส่งออก…..คนไทยต้องได้ทาน”

สนใจติดต่อ
www.itthipon2020.com
Inbox : http://bit.ly/2jVQSij
ทักไลน์ที่ : 
http://line.me/ti/p/rD6q5-CQ2D
โทร.064-796-1652

ข้าวทิพย์ประทาน

คุณประโยชน์

ของการรับประทานข้าวนึ่งปลอดภัย ชนิดพิเศษ

ตราทิพย์ประทาน

สารอาหาร 

1. น้ำมันรำข้าว 

  • สาร แกมมา โอไรซานอล

       (Gamma Oryzanol)

คุณประโยชน์

  • ลดใขมันคอเลสเตอรอล (LDC-C)

  • ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ

  • ยับยั้งการเติบโตของเซลล์เนื้องอกและมะเร็ง

สารอาหาร 

  •  วิตามิน เอ (Vitamin A)

คุณประโยชน์

  • สร้างภูมิต้านทานเชื้อโรค

  • ช่วยการมองเห็น

  • สุขภาพผิวดี

สารอาหาร 

  • วิตามิน บี (Vitamin B)

คุณประโยชน์

  • ช่วยเผาผลาญพลังงานได้สมบูรณ์​

  • ลดอาการปวดหัว/ไมเกรน (Migraines)

  • หลับลึก

  • ลดอาการเครียด

  • ความจำดี

สารอาหาร 

  • วิตามิน อี (Vitamin E)

คุณประโยชน์​​

  • ช่วยให้ดูอ่อนกว่าวัย

  • ป้องกันและสลายลิ่มเลือด

  • ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

สารอาหาร 

  • โอเมก้า 6 (Omega 6)

คุณประโยชน์​​

  • ควบคุมระดับฮอร์โมนในร่างกายให้ปกติ

  • ชะลอความเสื่อมของเซลล์

  • ลดอาการแทรกซ้อนต่างๆของผู้ป่วยเบาหวาน

สารอาหาร 

2. ดัชนีน้ำตาลในข้าวต่ำ (Low GI) 

คุณประโยชน์​​

ช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือดให้สมดุลย์

สนใจติดต่อ
www.itthipon2020.com
Inbox : http://bit.ly/2jVQSij
ทักไลน์ที่ : 
http://line.me/ti/p/rD6q5-CQ2D
โทร.064-796-1652

ข้าวนึ่ง คุณค่าโภชนาการสูง

ข้าว (Rice) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า
Oryza sativa L. เป็นธัญพืชที่นำเมล็ด
มาบริโภค เมื่อแบ่งตามชนิดของแป้ง
ในเมล็ดที่บริโภคจะแบ่งออกเป็น
2 ชนิด คือ ข้าวเจ้าและข้าวเหนียว
ประเทศไทยมีข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจ
ที่สำคัญและมีแหล่งที่อุดมสมบูรณ์
ในการเพาะปลูกเพื่อเป็นการบริโภค
ภายในประเทศ และส่งออกสู่ตลาด
โลก รวมทั้งข้าวยังมีคุณค่าทางด้าน
อาหาร ยารักษาโรค และประเพณี
วัฒนธรรมของคนไทย

ข้าวนึ่ง (parboiled rice) หมายถึง
ข้าวเจ้าที่ผ่านกระบวนการทำข้าว
นึ่งและขัดเอารำออกแล้ว ข้าวนึ่ง
เป็นผลิตภัณฑ์สินค้าประเภทข้าว
ของคนไทยที่แปรรูปมาจากเมล็ด
ข้าวของข้าวกล้องและข้าวขาว
ที่ต้องมีปริมาณแป้งอมิโลส
(amylose) ประกอบอยู่ด้วยมากกว่า
25% ซึ่งอมิโลส เป็นสารประกอบ
เชิงซ้อนที่เกิดจากการรวมตัวของ
กลูโคสจำนวนมากต่อกันเป็นแนว
ยาว (linear chain) โดยที่ในเมล็ด
ข้าวเจ้าจะมีส่วนประกอบของแป้ง
อมิโลส ประมาณ 20-30%

กระบวนการผลิตข้าวนึ่ง
สามารถทำการผลิตข้าวนึ่งได้ทั้ง
ระดับครัวเรือนและระดับอุตสา-
หกรรม ซึ่งกระบวนการผลิตข้าวนึ่ง
ทำได้โดยนำข้าวเปลือกไปทำ
ความสะอาด แล้วทำการแช่ลงใน
น้ำร้อนและน้ำเย็นเพื่อให้ข้าวเปลือก
มีความชื้น30-40% สารอาหารจาก
ชั้นเปลือกจะซึมเข้าไปและคงอยู่ภาย
ในเมล็ด จากนั้นจึงนำไปนึ่งหรือต้มจน
สุกซึ่งทำให้ส่วนที่เป็นแป้งภายในเมล็ด
สุกและมีการขยายตัว ข้าวที่ได้จะมีสี
เหลืองอ่อน เพื่อให้ข้าวเปลือกนึ่งเก็บ
ไว้ได้นาน และป้องกันการทำลายเชื้อ
ราก่อนนำไปขัดสีเป็นข้าวนึ่งจึงทำการ
ลดความชื้นข้าวเปลือกนึ่งให้เหลือ
12-14% อาจจะใช้วิธีตากแดดหรือ
เครื่องอบแห้งก็ได้

ข้าวนึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่า
ข้าวขาว แต่ประเทศไทยส่งออกข้าวนึ่ง
สู่ตลาดโลกมากกว่านำมาบริโภคภาย
ในประเทศ ประโยชน์ของการทำข้าวนึ่ง
ทำให้ข้าวมีคุณภาพการสีดีขึ้น ทำให้ข้าว
หักน้อยลงเมื่อนำไปสี และเพิ่มคุณค่า
ทางโภชนาการของข้าวเมื่อนำไปบริโภค

ถ้าหากทำการเปรียบเทียบระหว่างข้าวนึ่ง
กับข้าวธรรมดาจะได้ว่าข้าวนึ่งดีกว่าข้าว
ธรรมดา โดยที่ข้าวนึ่งจะกะเทาะเปลือก
ง่ายกว่า คุณภาพการสีดีกว่า เก็บได้นาน
มีวิตามินB และ E สูง หุงขึ้นหม้อ และย่อย
ง่าย แต่ข้าวนึ่งมีกลิ่นและรสไม่เป็นที่ต้อง
การของผู้บริโภคที่คุ้นเคยกับข้าวขาว
ธรรมดา รวมทั้ง ข้าวนึ่งมีต้นทุนการผลิต
สูงกว่าข้าวขาวธรรมดา ดังนั้นถ้าหากนำ
ข้าวนึ่งมาบริโภคย่อมมีประโยชน์
ต่อสุขภาพ อนาคตคนไทยอาจหันมา
นิยมบริโภคข้าวนึ่งมากขึ้น

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : http://pr.moph.go.th/

สนใจ ข้าวนึ่งทิพย์ประทาน ทักได้ที่

www.itthipon2020.com
Inbox : http://bit.ly/2jVQSij
ทักไลน์ที่ :
http://line.me/ti/p/rD6q5-CQ2D
โทร.064-796-1652

เลิกก้มหน้า หันมาดูสุขภาพบ้าง

ถึงเวลาที่เราต้องหันมาดูแลสุภาพแล้วน่ะ
ข้าวออลเลิฟ  Allove  หรือ   ข้าวน้ำตาลต่ำ
(Low Gi) เป็นข้าวนวัตกรรมใหม่ เหมาะสำหรับ
คนรักสุขภาพ ทุกเพศ ทุกวัย รวมทั้งผู้มีปัญหา
สุขภาพ เช่น เบาหวาน ความดัน เส้นเลือดตีบ
เหน็บชา สะเก็ดเงิน ริดสีดวง เป็นต้น
เพราะอุดมไปด้วยวิตามินต่างๆ  จากน้ำมัน
รำข้าวและจมูกข้าว

สนใจติดต่อ
www.itthipon2020.com
Inbox : http://bit.ly/2jVQSij
ทักไลน์ที่ : 
http://line.me/ti/p/rD6q5-CQ2D
โทร.064-796-1652

การควบคุมอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

 

ผู้ป่วยเบาหวานจำเป็นต้องเรียนรู้ในการปรับการรับประทานอาหารให้เหมาะสม ดังข้อแนะนำต่อไปนี้

อาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวานแบ่งง่ายๆ ออกเป็น 3 ประเภท คือ

ประเภทที่ 1 อาหารที่ห้ามรับประทาน

ได้แก่ น้ำตาลและขนมหวาน เช่น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง สังขยา ลอดช่อง อาหารเชื่อม เค้ก ช็อกโกแลต ไอศครีม และขนมหวานอื่นๆ

เครื่องดื่มที่ห้ามรับประทาน

เครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลม น้ำเขียว น้ำแดง โอเลี้ยง เครื่องดื่มชูกำลัง นมข้นหวาน น้ำเกลือแร่ น้ำผลไม้ ซึ่งมีน้ำตาลประมาณ 8-15% เป็นส่วนใหญ่ ยกเว้นน้ำมะเขือเทศ มีน้ำตาลประมาณ 1% ควรดื่มน้ำเปล่า หรือน้ำชาไม่ใส่น้ำตาล ถ้าดื่มกาแฟ ควรดื่มกาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล นมข้นหวาน หรือครีมเทียม (ซึ่งประกอบด้วยน้ำตาลกลูโคส 58% น้ำมันปาล์ม 33%) ควรใส่นมจืดพร่องมันเนย สำหรับนมเปรี้ยวส่วนใหญ่ไม่ใช่นมพร่องไขมัน และมีน้ำตาลอยู่ประมาณ 15% เป็นส่วนใหญ่ ส่วนนมถั่วเหลืองมีน้ำตาลน้อยกว่าประมาณ 5-6% ถ้าน้ำอัดลม ควรดื่มน้ำอัดลมที่ใส่น้ำตาลเทียม เช่น เป๊ปซี่แม็กซ์ โค้กซีโร่ โค้กไลท์ เป็นต้น

น้ำตาลเทียม น้ำตาลเทียมที่มีอยู่ในปัจจุบันมี 3 ประเภท คือ

1. แอสปาแทม จำหน่ายแบบเม็ดและแบบซอง แอสปาแทมเป็นสารอาหาร คือ กรดอะมิโนเอซิด (amino acid) มีสารอาหารต่ำ ใน 1 เม็ดมี 2 กิโลแคลอรี่ ใน 1 ซอง มี 4 กิโลแคลอรี่ จึงรับประทานได้ แต่ไม่มากจนเกินไป ซึ่งเป็นส่วนผสมของน้ำอัดลมที่ไม่มีน้ำตาล สำหรับคำเตือนข้างกล่องน้ำตาลเทียมและกระป๋องน้ำอัดลม ว่าห้ามใช้ในผู้ป่วยที่เป็นฟีนิลคีโตนยูเรีย (phenylketonuria) โรคนี้พบน้อยในเมืองไทย และถ้าเป็นโรคนี้จะได้รับการวินิจฉัยโรคตั้งแต่เด็ก

2.แซคคารีน (saccharin) หรือขัณฑสกร ชื่อทางการค้าว่า สวีทแอนด์โลว์ (sweet and low) ไม่มีสารอาหาร มีการศึกษาว่าทำให้เกิดโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะในหนู แต่ต้องใช้ปริมาณสูงมาก ในคนยังไม่มีหลักฐานว่าจะทำให้เกิดโรคมะเร็ง

3.น้ำตาลฟรุคโตส หรือซอร์บิทอล เป็นน้ำตาลที่ผสมอยู่ในช็อกโกแลตเบาหวาน แยมเบาหวาน เป็นต้น หรือจำหน่ายเป็นผงในกระป๋อง น้ำตาลชนิดนี้เป็นน้ำตาลจากผลไม้มีสารอาหารเท่ากับน้ำตาล ไม่ควรรับประทานน้ำตาลเทียมชนิดนี้ เพราะอาจเข้าใจผิดว่าไม่มีสารอาหาร และส่วนใหญ่ผู้ป่วยเบาหวานรับประทานผลไม้อยู่แล้ว

4.อะซิซัลเฟม เค เป็นส่วนประกอบในน้ำอัดลมที่ไม่มีน้ำตาล

 

ประเภทที่ 2 อาหารที่รับประทานได้ไม่จำกัดจำนวน

ได้แก่ ผักใบเขียวทุกชนิด เช่น ผักกาด ผักคะน้า ถั่วฝักยาว ผักบุ้ง ถั่วงอก ทำเป็นอาหาร ตัวอย่างเช่น ต้มจืด ยำ สลัด ผัดผัก เป็นต้น อาหารเหล่านี้มีสารอาหารต่ำ นอกจากนั้นยังมีกากใยอาหารที่เรียกว่า ไฟเบอร์ ซึ่งทำให้การดูดซึมน้ำตาลช้าลง

 

ประเภทที่ 3 อาหารที่รับประทานได้แต่ต้องเลือกชนิด หรือจำกัดจำนวน

ได้แก่ อาหารพวกแป้ง (คาร์โบไฮเดรต) ปัจจุบันอาหารพวกแป้งนั้นไม่จำกัดจำนวน ถ้าผู้ป่วยไม่อ้วนมาก เนื่องจากลดอาหารจำพวกแป้ง ทำให้ต้องเพิ่มอาหารจำพวกไขมัน ซึ่งอาจเป็นผลทำให้ระดับไขมันสูง และเพิ่มเนื้อสัตว์ทำให้หน้าที่ของไตเสียเร็วขึ้นในผู้ป่วยที่มีโรคไตร่วมด้วย ผลไม้นั้นต้องจำกัดจำนวน ควรรับประทานพร้อมกับอาหารครั้งละ 1 ส่วน

เนื่องจากอาหารกลุ่มพวกแป้งหลีกเลี่ยงได้ยาก โดยเฉพาะอาหารไทย ดังนั้น จึงควรเลือกรับประทานอาหารคาร์โบไฮเดรตที่มีคุณภาพ โดยคำนึงถึงปัจจัย 2 อย่าง คือ

  • ปริมาณไฟเบอร์ (เส้นใยอาหาร)
  • ไกลซีมิค อินเด็กซ์ (glycemic index)

 

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก

Cr :  https://www.bangkokpattayahospital.com

โรคอ้วน เบาหวาน ความดัน ปัญหาของใครหลายๆคน

 

ทำไมลดอาหารแล้ว…น้ำหนักไม่                  ยอมลดลงด้วย…???

          เนื่องจากเราได้รับน้ำตาลมาจากข้าวที่เราทานทุกวัน  ข้าวขาวทั่วไปปริมาณน้ำตาลสูงถึง 60-80%  ทำให้เราควบคุมอาหารแล้ว น้ำหนักก็ยังไม่ลดลง

แต่ข้าวออลเลิฟ Allove ช่วยท่านได้  เพราะมีค่าดัชนีการเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาล  เพียงแค่ 23.42% เท่านั้น  จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ เช่น อ้วน เบาหวาน  ความดัน เหน็บชา สะเก็ดเงิน ไต ริดสีดวง

สนใจสั่งซื้อ ทักกันได้ที่                                                                           www.itthipon2020.com

Inbox : http://bit.ly/2jVQSij
ทักไลน์ที่ :
http://line.me/ti/p/rD6q5-CQ2D
โทร.064-796-1652

เปรียบเทียบค่าgiของข้าวต่างๆ

วิธีการหุงข้าว สำหรับคนเป็นเบาหวาน ความดัน ไต ชาปลายมือ-เท้า ลดไขมันในเลือด โรคหัวใจ หลอดเลือดตีบตัน อ้วน และคนรักสุขภาพทั่วๆไป

 

-ผสมข้าว Alllove ในอัตราส่วน 1 กิโลกรัม  ต่อ ข้าวสารทั่วไป 3 กิโลกรัม

ราคาถุงละ 220 บาท

หมายเหตุ : ราคาพิเศษถ้าสั่งซื้อครั้งละ 20 กิโลกรัม

สนใจสั่งซื้อ ทักกันได้ที่
Inbox : http://bit.ly/2jVQSij
ทักไลน์ที่ : 
http://line.me/ti/p/rD6q5-CQ2D
โทร.064-796-1652

ลดรอยตีนกา ง่ายๆด้วยวิธีธรรมชาติ

ลดรอยตีนกา ง่ายๆด้วยวิธีธรรมชาติ

รอยตีนกา (Crow’s Feet) หรือ ริ้วรอยเหี่ยวย่น หลักฐานที่บ่งบอกถึงอายุของสาวๆ เป็นผลมาจากกระบวนการเสื่อมชราของร่างกาย ที่ถือเป็นปัญหาความงามที่สำคัญ มากที่สุดอีกอย่าง

สำหรับสาวๆที่กำลังมองหาวิธีจัดการปัญหาริ้วรอยบนใบหน้า เบ็ดเตล็ดไอเดียขอแนะนำสูตรลดรอยตีนกา ริ้วรอยเหี่ยวย่น รวมไปถึงปัญหาการตกกระ ด้วยวิธีธรรมชาติ ที่คุณก็สามารถทำเองได้ดังต่อไปนี้

สิ่งที่ต้องเตรียม 

1. น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ

2. น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา

3. แป้งหมี่ 1 ช้อนโต๊ะ

4. ไข่แดง 1 ฟอง

วิธีทำ เพียงแค่นำส่วนผสมทั้งหมดมาผสมให้เข้ากัน จนได้เนื้อครีมที่พอดีกับการทาใบหน้า หากเหลวเกินใบให้ค่อยๆทยอยเติมแป้งหมี่ลงไปเล็กน้อยๆ

วิธีใช้ เมื่อได้แล้วก็นำส่วนผสมมาพอกให้ทั่วใบหน้า จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ภายใน 1 เดือนคุณจะเห็นได้ถึงความ แตกต่าง

ข้อมูลจาก bedtaledidea

Cr. ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก  http://newshealth-dd.blogspot.com

โรคความดันโลหิตสูง

โรคความดันโลหิตสูง หรือแพทย์บางท่านเรียกว่า ภาวะความดันโลหิตสูง (Hypertension หรือ High blood pressure) เป็นโรคพบได้บ่อยมากอีกโรคหนึ่งในผู้ใหญ่ พบได้สูงถึง ประมาณ 25-30% ของประชากรโลกที่เป็นผู้ใหญ่ทั้งหมด โดยพบในผู้ชายบ่อยกว่าในผู้หญิง และพบได้สูงขึ้นในผู้สูงอายุ ในบางประเทศ พบโรคนี้ได้สูงถึง 50% ของผู้มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ส่วนในเด็กพบโรคนี้ได้เช่นกัน แต่พบได้น้อยกว่าในผู้ใหญ่มาก

โรคความดันโลหิตสูง คือ ภาวะมีความดันโลหิต วัดได้สูงตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตร –ปรอท ขึ้นไป ทั้งนี้ความดันโลหิตปกติ คือ 90-119/60-79 มม.ปรอท

โรคความดันโลหิตสูงแบ่งตามสาเหตุได้เป็น 2 ชนิด คือ ชนิดไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด (Essential hypertension) ซึ่งพบได้สูงถึง 90-95%ของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงทั้งหมด และชนิดทราบสาเหตุ (Secondary hypertension) ซึ่งพบได้ประมาณ 5-10% ของโรคนี้ ดังนั้น โดยทั่วไป เมื่อกล่าวถึง “โรคความดันโลหิตสูง” จึงหมายถึง “โรคความดันโลหิตสูงชนิดยังไม่ทราบสาเหตุ”

โรคความดันโลหิตสูงเกิดได้อย่างไร?

โรคความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุ เชื่อว่า น่าเกิดจากหลายๆปัจจัยร่วมกัน ที่สำคัญ คือ อิทธิพลของเอ็นไซม์ (Enzyme, สารเคมีที่มีหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีต่างๆ) ที่เรียกว่า เรนิน (Renin) และฮอร์โมนแองจิโอเท็นซิน ( Angiotensin) จากไต ซึ่งสารทั้งสองชนิดนี้จะทำงานร่วมกับต่อมหมวกไต และกับต่อมใต้สมองในการควบคุม น้ำ เกลือแร่โซเดียม และการบีบตัวของหลอดเลือด ในร่างกาย ทั้งหมดเพื่อการควบคุมความดันโลหิต ซึ่งเรียกว่า กระบวนการ Renin-Angiotensin system

นอกจากนั้น กลไกการเกิดความดันโลหิตสูงยังขึ้นกับ

  • พันธุกรรม เพราะพบโรคได้สูงขึ้นในคนที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้
  • เชื้อชาติ เพราะ พบโรคได้สูงในคนอเมริกันผิวดำ เมื่อเปรียบเทียบกับคนอเมริกันผิวขาว และชาวแมกซิกันอเมริกัน
  • การกินอาหารเค็ม เพราะเกลือโซเดียม หรือ เกลือทะเลเป็นตัวอุ้มน้ำในเลือด จึงช่วยเพิ่มปริมาตรของเลือดที่ไหลเวียน จึงส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้น
  • กระบวนการของร่างกายที่ส่งผลต่อสมดุลและการทำงานของเกลือแร่แคลเซียมในร่างกาย

ส่วนโรคความดันโลหิตสูงชนิดรู้สาเหตุ มักเกิดจากโรคต่างๆที่ส่งผลต่อหลอดเลือด ต่อหัวใจ และต่อสมดุลของ ฮอร์โมน และ/หรือ เกลือแร่ในร่างกาย ที่พบบ่อย เช่น จากโรคไตเรื้อรัง จากโรคของหลอดเลือดที่หล่อเลี้ยงไต เช่น อักเสบ หรือ ตีบ จากการติดสุรา จากมีฮอร์โมนบางชนิดในร่างกายผิดปกติ เช่น จากเนื้องอกบางชนิดของต่อมหมวกไต หรือ ของต่อมใต้สมอง

อะไรเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง?

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง ได้แก่

  • พันธุกรรม โอกาสมีความดันโลหิตสูง จะสูงขึ้นเมื่อมีคนในครอบครัวเป็นโรคนี้
  • โรคเบาหวาน เพราะก่อให้เกิดการอักเสบ ตีบแคบของหลอดเลือดต่างๆ รวมทั้งของไต
  • โรคอ้วน และน้ำหนักตัวเกิน เพราะเป็นสาเหตุสำคัญของโรคเบาหวาน และโรคหลอดเลือดต่างๆตีบจากภาวะไขมันเกาะผนังหลอดเลือด
  • โรคไตเรื้อรัง เพราะจะส่งผลถึงการสร้างเอ็นไซม์และฮอร์โมนที่ควบคุมความดันโลหิตดังกล่าวแล้ว
  • โรคนอนหลับแล้วหยุดหายใจ (Sleep apnea)
  • สูบบุหรี่ เพราะสารพิษในควันบุหรี่ส่งผลให้เกิดการอักเสบ ตีบตันของหลอดเลือดต่าง รวมทั้งหลอดเลือดไต และหลอดเลือดหัวใจ
  • การติดสุรา ซึ่งยังไม่ทราบชัดเจนถึงกลไกว่าทำไมดื่มสุราแล้วจึงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดความดันโลหิตสูง แต่การศึกษาต่างๆให้ผลตรงกันว่า คนที่ติดสุรา จะส่งผลให้หัวใจเต้นแรงกว่าปกติ และมีโอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูง ถึงประมาณ 50%ของผู้ติดสุราทั้งหมด
  • กินอาหารเค็มสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง ดังเหตุผลดังได้กล่าวแล้ว
  • ขาดการออกกำลังกาย เพราะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคอ้วนและโรคเบาหวาน
  • ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด เช่น ยาในกลุ่มสเตียรอยด์

 

โรคความดันโลหิตสูงมีอาการอย่างไร?

ความสำคัญของโรคความดันโลหิตสูงคือ เป็นโรคที่มักไม่มีอาการ และจากการที่เป็นโรคเรื้อรังที่รุนแรงถ้าไม่สามารถควบคุมโรคได้ แต่มักไม่มีอาการ แพทย์บางท่านจึงเรียกโรคความดันโลหิตสูงว่า “เพชฌฆาตเงียบ (Silent killer)” ทั้งนี้ส่วนใหญ่ของอาการจากโรคความดันโลหิตสูง เป็นอาการจากผลข้างเคียง เช่น จากโรคหัวใจ และจากโรคหลอดเลือดในสมอง หรือ เป็นอาการจากโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เช่น อาการจากโรคเบาหวาน หรือ จากโรคอ้วน หรือเป็นอาการจากโรคที่เป็นสาเหตุ เช่น โรคเนื้องอกต่อมใต้สมอง (ปวดศีรษะ และตาเห็นภาพไม่ชัด)

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางคนอาจมีอาการจากตัวความดันโลหิตสูงเองได้ โดยอาการที่อาจพบได้ เช่น ปวดศีรษะ มึนงง วิงเวียน สับสน และเมื่อมีอาการมากอาจโคมา และเสียชีวิตได้

แพทย์วินิจฉัยโรคความดันโลหิตสูงได้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยโรคความดันโลหิตสูง ได้จาก ประวัติอาการ ประวัติเจ็บป่วยทั้งในอดีตและปัจจุบัน ประวัติกิน/ใช้ยา การตรวจวัดความดันโลหิต การตรวจร่างกาย และการตรวจอื่นๆเพิ่มเติม เพื่อหาสาเหตุ หรือหาปัจจัยเสี่ยง หรือหา ผลข้างเคียงจากโรค เช่น ตรวจเลือดดูค่าน้ำตาลในเลือด และดูการทำงานของไต ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจดูการทำงานของหัวใจ หรือตรวจภาพอวัยวะที่สงสัยเป็นสาเหตุ เช่น เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ภาพต่อมใต้สมอง ทั้งนี้การตรวจเพิ่มเติมต่างๆจะขึ้นกับอาการผู้ป่วย และดุลพินิจของแพทย์

รักษาโรคความดันโลหิตสูงอย่างไร?

แนวทางการรักษาโรคความดันโลหิตสูง คือ การให้ยาลดความดันโลหิต การรักษาควบคุมโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยงและเป็นสาเหตุ การรักษาและป้องกันผลข้างเคียงจากโรคความดันโลหิตสูง และการรักษาประคับประคองตามอาการ

การให้ยาลดความดันโลหิต ซึ่งมีหลากหลายชนิด ทั้งชนิดกินและชนิดฉีด ขึ้นกับความรุนแรงของอาการ

การรักษาโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เช่น รักษาโรคเบาหวาน การรักษาโรคที่เป็นสาเหตุ เช่น รักษาโรคไตเรื้อรัง หรือ รักษาโรคเนื้องอกต่อมใต้สมอง

การรักษาผลข้างเคียงจากโรคความดันโลหิตสูง เช่น การรักษาโรคไตเรื้อรัง (โรคไตเป็นได้ทั้งสาเหตุ และผลข้างเคียงจากโรคความดันโลหิตสูง)

การรักษาประคบประคองตามอาการ เช่น กินยาคลายเครียด และการพักผ่อนอย่างพอเพียง เป็นต้น

โรคความดันโลหิตสูงรุนแรงไหม? มีผลข้างเคียงไหม?

โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคเรื้อรัง ซึ่งหมายถึงเป็นโรคที่รักษาให้หายยาก แต่สามารถรักษาควบคุมได้เสมอเมื่อรักษาควบคุมอาการตั้งแต่แรก ปฏิบัติตามแพทย์ พยาบาลแนะนำ และกินยาอย่างถูกต้อง ครบถ้วน ไม่ขาดยา

แต่ถ้า ดูแล รักษา ควบคุมโรคได้ไม่ดี ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นมักรุนแรง เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมองโรคไตเรื้อรัง ซึ่งส่งผลถึงความพิการและเสียชีวิตได้ นอกจากนั้นคือ โรคหลอดเลือดของจอตา และของประสาทตาซึ่งอาจส่งผลให้ตาบอดได้

อนึ่ง โรคความดันโลหิตสูงแบ่งตามความรุนแรงของโรค (ตามความดันโลหิต) จากรุนแรงน้อยไปหามาก ได้ดังนี้้

  • ความดันโลหิตในผู้มีแนวโน้มจะเป็นโรคความดันโลหิตสูง คือ 120-139/80-89 มม.ปรอท (แนวทางการรักษา คือการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ทั้งนี้แพทย์มักยังไม่ให้ลดความดันโลหิต)
  • โรคความดันโลหิตสูงระยะ 1 คือ ความดันโลหิตอยู่ในช่วง 140-159/90-99 มม.ปรอท
  • โรคความดันโลหิตสูงระยะ 2 คือ ความดันโลหิตตั้งแต่ 160/100 มม.ปรอทขึ้นไป
  • โรคความดันโลหิตสูงที่ต้องพบแพทย์ใน 24 ชั่วโมง คือ ความดันโลหิตสูงตั้งแต่ 180/110 มม.ปรอทขึ้นไป เพราะอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ อาจจากโรคหัวใจ สมอง ไต ล้มเหลว
  • โรคความดันโลหิตสูงที่ต้องพบแพทย์ฉุกเฉิน คือ ความดันโลหิตสูงตั้งแต่ 220/140 มม.ปรอทขึ้นไป เพราะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ จากการทำงานล้มเหลวของอวัยวะสำคัญต่างๆ เช่น หัวใจ สมอง และไต

 

ดูแลตนเองอย่างไร? ควรพบแพทย์เมื่อไร?

การดูแลตนเอง การพบแพทย์เมื่อเป็นโรคความดันโลหิตสูง ได้แก่

  • ปฏิบัติตามแพทย์ พยาบาล แนะนำอย่างเคร่งครัด ถูกต้อง
  • กินยาต่างๆให้ครบถ้วน ถูกต้อง ไม่ขาดยา
  • จำกัดอาหาร แป้ง น้ำตาล ไขมัน และอาหารเค็ม
  • จำกัดอาหารไม่ให้เกิดโรคอ้วนและน้ำหนักตัวเกิน
  • ออกกำลังกายตามสุขภาพสม่ำเสมอทุกวัน
  • รักษาสุขภาพจิต ไม่เครียด เข้าใจและยอมรับชีวิต
  • เลิกบุหรี่ ไม่สูบบุหรี่ เลิกสุรา
  • พบแพทย์ตามนัดเสมอ และรีบพบแพทย์ก่อนนัดเมื่อมีอาการผิดปกติไปจากเดิม หรือ เมื่ออาการต่างๆเลวลง หรือ เมื่อกังวลในอาการ
  • รีบพบแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง หรือ ฉุกเฉิน ขึ้นกับความรุนแรงของอาการเมื่อ
    • ปวดศีรษะมาก
    • เหนื่อยมากกว่าปกติมาก เท้าบวม (อาการของโรคหัวใจล้มเหลว)
    • เจ็บแน่นหน้าอก ใจสั่น เหงื่อออกมาก จะเป็นลม (อาการจากโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งต้องพบแพทย์ฉุกเฉิน)
    • แขน ขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด ปากเบี้ยว คลื่นไส้ อาเจียน (อาการจากโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งต้องพบแพทย์ฉุกเฉิน)

 

ป้องกันโรคความดันโลหิตสูงได้อย่างไร?

การป้องกันโรคความดันโลหิตสูง ที่สำคัญ คือ การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดย

  • กินอาหารมีประโยชน์ 5 หมู่ให้ครบทุกวัน ในปริมาณที่เหมาะสม กล่าวคือ ไม่ให้เกิดโรคอ้วน และน้ำหนักตัวเกิน และจำกัดอาหารไขมัน แป้ง น้ำตาล และอาหารเค็ม เพิ่มผัก และผลไม้ชนิดไม่หวานให้มากๆ
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอทุกวัน ตามสุขภาพ
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • รักษาสุขภาพจิต
  • ตรวจสุขภาพประจำปี (การตรวจสุขภาพ) ซึ่งรวมถึงตรวจวัดความดันโลหิต เริ่มได้ตั้งแต่อายุ 18-20 ปี หลังจากนั้นตรวจสุขภาพบ่อยตามแพทย์ พยาบาลแนะนำ

 

บรรณานุกรม

  1. Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, L., Hauser, S., Longo, D., and Jameson, J. (2001). Harrison’s principles of internal medicine (15th ed.). New York: McGraw-Hill.
  2. Hypertension http://en.wikipedia.org/wiki/Hypertension [2013,July14].
  3. Hypertension http://emedicine.medscape.com/article/241381-overview#showall [2013,July14].
  4. Messerli, F. (2007). Essential hypertension. Lancet. 370, 591,603.
  5. Slama, M. et al (2002). Prevention of hypertension. Curr Opin Cardiol. 17. 531-536.

Cr. ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก  http://haamor.com

ข้าวบรรเทาเบาหวาน

5 ผลไม้มหัศจรรย์ ลดน้ำตาลในเลือด สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

โรคเบาหวาน” เกิดจากตับอ่อนทำงานผิดปกติ โดยตับอ่อนไม่สามารถสร้างฮอร์โมนอินซูลินได้ หรือสร้างได้แต่ฮอร์โมนออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่ ทําให้ร่างกายไม่สามารถนําน้ำตาลในเลือดไปใช้ได้ ผลก็คือทําให้น้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ ในปัจจุบันมีผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคเบาหวาน ทั้งเรื่องของพันธุกรรม น้ำหนักตัวที่มากเกินไป และที่สำคัญคือเรื่องอาหารการกิน ดังนั้นผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานจึงจำเป็นต้องควบคุมในเรื่องของอาหารการกินทุกชนิดเป็นพิเศษ ไม้เว้นแม้กระทั่งผักและผลไม้สำหรับคนเป็นเบาหวาน

ผลไม้ต้องห้ามสำหรับคนเป็นเบาหวาน

เป็นที่น่าแปลกใจว่า อาหารที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานเพิ่มสูงขึ้น ล้วนมาจากผักและผลไม้เป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากความวางใจว่าผักและผลไม้มีน้ำตาลต่ำ สามารถรับประทานได้ในปริมาณเยอะ แต่ความจริงแล้วผลไม้บางชนิดมีกลูโคสในปริมาณที่มากเกินกว่าที่ผู้ที่ป่วยโรคเบาหวานจะรับประทานได้ เช่น เงาะ แตงโม และกล้วยสุก ซึ่งประกอบด้วยกลูโคสเป็นส่วนใหญ่และมีไฟเบอร์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ดังนั้นสิ่งที่ต้องระวังสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานก็คือ ควรเลือกรับประทานผลไม้ที่มีกลูโคสในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากจนเกินพอดี แต่อย่างไรก็ตาม ผลไม้สำหรับคนเป็นเบาหวานสามารถรับประทานได้โดยสามารถช่วยลดน้ำตาลในเลือดไปได้ด้วยก็มีอยู่เช่นกัน เรามาดูกันดีกว่าว่าผลไม้สำหรับผู้ป่วยเบาหวานเหล่านั้นมีอะไรบ้าง

การเลือกผลไม้สําหรับคนเป็นเบาหวาน

ผู้ป่วยเบาหวานควรเลือกรับประทานทานผักและผลไม้ที่ให้เส้นใยสูง ซึ่งทำให้อิ่มเร็วและสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดให้ลดลงได้

5 ผลไม้สําหรับคนเป็นเบาหวาน

1 ส้มโอ ส้มโอมีวิตามินซีและเส้นใยสูง อีกทั้งยังมี flavonoid naringenin ที่ช่วยในการสร้างความสมดุลให้แก่ฮอร์โมนอินซูลินและระดับน้ำตาลในเลือด จากการศึกษาพบว่าการกินส้มโอ 1-2 กลีบ ต่อวันจะสามารถช่วยลดอัตราเสี่ยงในการลุกลามของโรคเบาหวานได้

2 แอปเปิ้ล เป็นผลไม้ที่เหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวานอย่างมาก เพราะมีเส้นใยสูง สามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดให้ลดลงได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีรสชาติไม่หวานเกินไปอีกด้วย ผู้ป่วยเบาหวานควรเลือกแอปเปิ้ลเขียวจะดีกว่าแอปเปิ้ลแดง เพราะมีน้ำตาลน้อยกว่านั่นเองค่ะ

3 ฟักทอง มีงานวิจัยพบว่าน้ำตาลโพลีแซ็กคาไรด์ที่ตรึงอยู่กับโปรตีนภายในฟักทองนั้น ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดลงได้เป็นอย่างดีทีเดียว และนอกจากเนื้อฟักทองแล้ว เมล็ดฟักทอง ก็ยังมีส่วนช่วยลดระดับน้ำตาลในกระแสเลือดให้ลดลงได้ เช่นเดียวกับการรับประทานเนื้อของฟักทอง แถมยังมีแร่ธาตุและวิตามินหลากหลายชนิดด้วย ฟักทองจึงเหมาะเป็นผลไม้สำหรับผู้ป่วยเบาหวานเป็นอย่างยิ่งค่ะ

4 ถั่วเปลือกแข็ง แม้จะไม่จัดเป็นผลไม้ แต่ถั่วเปลือกแข็งก็มีไขมันไม่อิ่มตัวซึ่งมีคุณสมบัติช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยในการทำให้ร่างกายสามารถตอบสนองต่อการทำงานของฮอร์โมนอินซูลินได้ดีขึ้น สารอาหารพวก ใยอาหาร และแมกนีเซียม ในถั่วเปลือกแข็งก็มีประโยชน์ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้เป็นอย่างดีอีกด้วย แต่มีข้อควรระวังในการรับประทานถั่วเปลือกแข็ง คือ ไม่ควรรับประทานเกิน 1 ถ้วยต่อวัน ทั้งนี้เพราะถั่วเปลือกแข็งมีไขมันและพลังงานที่ค่อนข้างสูงนั่นเอง

5 เชอร์รี่ เชอร์รี่มีสารเบต้าแคโรทีน สารแอนติออกซิแดนท์ วิตามิน C โพแทสเซียม แมกนีเซียม เหล็ก และเส้นใย ซึ่งให้ประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมากมาย และที่สำคัญ เชอร์รี่มีสารที่เรียกว่า แอนโตไซยานินส์ (anthocyanins) ซึ่งเป็นสารเคมีที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในผลไม้ที่มีสีแดงเข้ม มีคุณสมบัติช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด และเพิ่มการผลิตอินซูลินได้ถึง 50% เลยทีเดียว แม้เชอรี่จะเป็นผลไม้สำหรับคนเป็นเบาหวานได้ แต่ทั้งนี้จะต้องรับประทานแบบสดเท่านั้น เพราะแน่นอนว่าในเชอร์รี่เชื่อมที่มักทานคู่กับไอศครีมย่อมมีน้ำตาลในปริมาณมหาศาล ซึ่งไม่เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวานเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากนี้แล้วยังมี ผลไม้สําหรับคนเป็นเบาหวาน อีกหลายชนิดที่มีกลูโคสในปริมาณที่เหมาะสม และสามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ เช่น ฝรั่ง มะละกอ สตรอเบอรี่ สับปะรด ชมพู่ ส้ม แต่ควรรับประทานผลไม้เหล่านี้ในปริมาณที่ไม่มากจนเกินไปในแต่ละวัน และที่สำคัญต้องได้เข้ารับการตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ เพื่อหาระดับน้ำตาลควบคู่กันไป อีกทั้งควรหมั่นออกกำลังกายทุกวัน พักผ่อนให้เพียงพอควบคู่กันไปด้วย

สำหรับใครที่ชอบดื่มชา แต่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคเบาหวาน และควบคุมน้ำตาลในเลือด ข่าวดี!!คือ ปัจจุบันมีชาสมุนไพรช่วยลดน้ำตาลในเลือดจำหน่าย สะดวก รวดเร็ว แค่ชงดื่มก็หมดกังวลปัญหาน้ำตาลในเลือดไปได้เลย แถมมีบริการจัดส่งถึงบ้าน เก็บเงินปลายทางอีกด้วย สนใจคลิกที่นี่เลย

Cr. ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก  http://bit.ly/2ne3Bi6

ข้าวบรรเทาเบาหวาน

7 สมุนไพรพื้นบ้าน…แก้เบาหวานและความดัน

โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หาย ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการน้ำตาลในเลือดสูง เพราะร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลในเลือดที่ได้จากอาหารไปใช้ได้ตามปกติ มีสาเหตุเกิดจากการที่ร่างกายเกิดความบกพร่องจากการที่ตับอ่อนเกิดการหลั่งอินซูลินผิดปกติ ซึ่งตัวอินซูลินมีหน้าที่นำน้ำตาลในเลือดไปสู่เนื้อเยื่อต่าง ๆ เพื่อสร้างพลังงาน เมื่อร่างกายมีอินซูลินไม่เพียงพอก็จะทำให้มีน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นนั่นเอง

โรคแทรกซ้อนผู้ป่วยเบาหวาน

ซึ่งผู้ป่วยโรคเบาหวานมักจะมีการเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ตามมา เช่น โรคความดัน โรคหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย อาการชา ปลายประสาทเสื่อม ตาพร่ามัว เกิดต้อหิน ต้อกระจก ซึ่งโรคที่มักเป็นคู่กันกับโรคเบาหวานคือความดันโลหิต ในปัจจุบันการรักษาเบาหวาน และความดันโลหิต แพทย์จะให้ยามารับประทานเพื่อช่วยประคองและรักษาอาการ

ผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตล้วนแสวงหาวิธีที่จะรักษาโรคนี้ การใช้สมุนไพรถือเป็นแนวทางการรักษาอีกทานหนึ่งที่ได้รับความนิยม ซึ่งมีสมุนไพรหลายชนิดที่มีรายงานการศึกษาว่ามีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด ต้านอนุมูลอิสระ ลดไขมันในเลือด ทำให้การไหลเวียนของหลอดเลือดดีขึ้น ซึ่งสมุนไพรที่นิยมในการนำมารักษาโรคเบาหวาน และความดันโลหิต คืออะไรนั้น วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับสมุนไพรแก้เบาหวานและความดันกันเลยค่ะ

สมุนไพรพื้นบ้านแก้เบาหวานลดความดัน

1 มะระขี้นก เป็นไม้เลื้อยและเป็นผักพื้นบ้านของไทย อาจจะนำมาลวกจิ้ม กินเป็นผักจิ้มน้ำพริกก็อร่อยดี มีวิตามิน เอ และ ซี สูง มีสรรพคุณในการลดน้ำตาลในเลือด และชะลอการเกิดต้อกระจกได้

2 ใบย่านาง มีสรรพคุณเป็นยาเย็น เมื่อทานเข้าไปจะทำให้ร่างกายเย็นลง ทำให้ระบบในร่างกายสามารถผลิตอินซูลินมาเผาผลาญน้ำตาลได้เป็นปกติ จึงเป็นสมุนไพรแก้เบาหวานได้นั่นเอง

3 กระเทียม มีคุณสมบัติช่วยลดความดันโลหิตลงได้ ควรรับประทานกระเทียมหัวแก่ หากรับประทานสดจะได้รับคุณประโยชน์มากกว่ากระเทียมที่ปรุงสุกแล้ว

4 ตะไคร้ เป็นสมุนไพรแก้เบาหวานและความดันที่เรารู้จักกันดี เพราะนิยมนำมาประกอบอาหาร ซึ่งตะไคร้จะมีสรรพคุณในการขับปัสสาวะ ขับลม และยังช่วยลดความดันโลหิตได้อีกด้วย

5 ผักตำลึง ในผักตำลึงมีประโยชน์มากมาย เป็นยาพื้นบ้านใช้รักษาเบาหวาน สามารถใช้ได้ทั้ง ราก เถา ใบ ซึ่งมีสูตรหลากหลาย แม้กระทั่งชาวเบงกอลในอินเดียก็ใช้ตำลึงเป็นยาประจำแก้โรคเบาหวาน

6 ผักเชียงดา มีลักษณะเป็นไม้เลื้อย เถาสีเขียว มีรสขมอ่อน ๆ และมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก เป็นผักที่หมอยาพื้นบ้านใช้เป็นผักเพื่อเพิ่มพละกำลัง ทั้งยังสามารถใช้เป็นยาลดน้ำหนักได้ เนื่องจากว่าผักเชียงดาช่วยให้มีการนำน้ำตาลไปเผาผลาญมากกว่าการไปสร้างเป็นไขมันสะสม ซึ่งมีการศึกษาผู้ป่วยจากโรคเบาหวานที่ใช้ผักเชียงดาในการรักษา สามารถลดปริมาณการใช้ยาแผนปัจจุบันได้ และบางรายสามารถใช้ผักเชียงดาอย่างเดียวในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้

7 ใบชะพลู เป็นผักพื้นบ้านของไทยและเป็นสมุนไพรแก้เบาหวานและความดัน  นิยมนำมารับประทานสด ในตำรับยาสมุนไพรพื้นบ้านสามารถนำใบชะพลูมาต้มเพื่อลดเบาหวานได้ เนื่องจากใบชะพลูมีสรรพคุณในการลดระดับน้ำตาลในเลือดได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง มีแคลเซียม วิตามินเอและซี สูงมาก

การเลือกใช้สมุนไพรในการรักษาโรคความดันโลหิตและเบาหวาน ถึงแม้ว่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ป่วย แต่สิ่งที่สำคัญที่ต้องระมัดระวังคือสมุนไพรบางชนิดอาจส่งผลเป็นพิษต่อร่างกายถ้าหากใช้ไม่ถูกต้อง ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนที่จะเลือกใช้สมุนไพรแก้เบาหวานและความดันเหล่านี้ รวมถึงการเลือกทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ควรเป็นสารสกัดจากสมุนไพรและผ่านการตรวจสอบจากองค์การอาหารและยา รับรองความปลอดภัยด้วยนะค่ะ สำหรับผู้ที่กำลังมองหาผลิตภัณฑ์อาหารเสริมลดเบาหวาน ไขมัน คอเลสเตอรอลแบบแคปซูล ทานง่าย ได้ผลจริง และมีคำยืนยันจากผู้ที่ลองใช้ ลองคลิกที่นี่ ได้เลยค่ะ

ถึงแม้ผู้ป่วยเบาหวาน หรือผู้มีภาวะเสี่ยงโรคความดันจะเลือกทานอาหารเสริมสกัดจากสมุนไพรธรรมชาติแล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ควรหันมาใส่ใจเรื่องอาหารการกินและออกกำลังกายเพิ่มเติมด้วย เพราะเป็นสิ่งที่สำคัญที่ต้องทำควบคู่กับการรับประทานยา และอาหารเสริมค่ะ

Cr. ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://bit.ly/2mxzNcQ